<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>องค์กร Archives - Panjit Consulting</title>
	<atom:link href="https://panjitconsulting.com/tag/%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%A3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://panjitconsulting.com/tag/องค์กร/</link>
	<description>LIVE LIFE INSPIRED , HELP PEOPLE EXCEL</description>
	<lastBuildDate>Fri, 10 Sep 2021 09:12:16 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.2</generator>

<image>
	<url>https://panjitconsulting.com/wp-content/uploads/2021/07/cropped-Presentation17-removebg-e1629180822527-32x32.png</url>
	<title>องค์กร Archives - Panjit Consulting</title>
	<link>https://panjitconsulting.com/tag/องค์กร/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resign09/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resign09/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Sep 2021 09:12:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยื่นใบลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญาณเตือน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพในฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[ใบลาออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=927</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลสำรวจจากงานวิจัยพบว่า 85% ของพนักงานไม่ได้ชอบและไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ หรือตกอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า “Disengagement” คือรู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนทุกองค์กรเสมอไป เพราะก็ยังมีอีกหลายบริษัท ที่พนักงานรู้สึกมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มี Engagement Score สูงกว่า 80% ซึ่งหมายความว่า 8 ใน 10 คนขององค์กรนั้น รู้สึก Happy กับการทำงาน แล้วอะไรกันล่ะที่จะช่วยบอกได้ว่า เรามีความสุขกับงานที่ทำจริง ๆ 5 สัญญาณเตือนจากนี้ไป จะช่วยให้เราทบทวนตัวเองได้ชัดเจนขึ้นว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราต้อง “ยื่นใบลาออก” 1.เราบ่น นินทา หัวหน้าและบริษัทเป็นประจำ หากทุก ๆ วันของเราคือ การบ่น เม้าท์ ให้แฟน เพื่อน ๆ พ่อแม่ และคนในครอบครัวฟัง ถึงความน่าเบื่อหน่ายที่มีต่อหัวหน้างาน ความไม่มีความสุขต่องานที่ทำ หรือต่อบริษัท นี่คือสัญญาณเตือนภัยแรกที่สะกิดใจเราได้ดีว่า เราอาจไม่ไหวกับงานและองค์กรนี้อีกแล้ว 2.รู้สึกไม่อยากไปทำงาน หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่า แต่ละวันคือการทำงานเพื่อเฝ้ารอคอยวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันหยุดสักที รวมถึงมีอาการ Sunday [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign09/">5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจจากงานวิจัยพบว่า </span><span style="font-weight: 400;">85% </span><span style="font-weight: 400;">ของพนักงานไม่ได้ชอบและไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ หรือตกอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า “</span><span style="font-weight: 400;">Disengagement</span><span style="font-weight: 400;">” คือรู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนทุกองค์กรเสมอไป </span><span style="font-weight: 400;">เพราะก็ยังมีอีกหลายบริษัท ที่พนักงานรู้สึกมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มี </span><span style="font-weight: 400;">Engagement Score </span><span style="font-weight: 400;">สูงกว่า </span><span style="font-weight: 400;">80%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งหมายความว่า </span><span style="font-weight: 400;">8 </span><span style="font-weight: 400;">ใน </span><span style="font-weight: 400;">10 </span><span style="font-weight: 400;">คนขององค์กรนั้น รู้สึก </span><span style="font-weight: 400;">Happy </span><span style="font-weight: 400;">กับการทำงาน </span><span style="font-weight: 400;">แล้วอะไรกันล่ะที่จะช่วยบอกได้ว่า เรามีความสุขกับงานที่ทำจริง ๆ </span><span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">สัญญาณเตือนจากนี้ไป จะช่วยให้เราทบทวนตัวเองได้ชัดเจนขึ้นว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราต้อง “ยื่นใบ<strong>ลาออก</strong>”</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>1.เราบ่น นินทา หัวหน้าและบริษัทเป็นประจำ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทุก ๆ วันของเราคือ การบ่น เม้าท์ ให้แฟน เพื่อน ๆ พ่อแม่ และคนในครอบครัวฟัง ถึงความน่าเบื่อหน่ายที่มีต่อหัวหน้างาน ความไม่มีความสุขต่องานที่ทำ หรือต่อบริษัท นี่คือสัญญาณเตือนภัยแรกที่สะกิดใจเราได้ดีว่า เราอาจไม่ไหวกับงานและองค์กรนี้อีกแล้ว</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>2.รู้สึกไม่อยากไปทำงาน</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่า แต่ละวันคือการทำงานเพื่อเฝ้ารอคอยวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันหยุดสักที รวมถึงมีอาการ </span><span style="font-weight: 400;">Sunday Night Anxiety</span> <span style="font-weight: 400;">หรือ เกิดความกลัว ความเครียด เมื่อถึงคืนวันอาทิตย์ เพราะรู้สึกว่าพรุ่งนี้วันจันทร์ ไม่อยากไปทำงานเลย อาการเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกได้ดีเลยว่า เรากำลังฝืนทำในงานที่ไม่ใช่ ไม่เหมาะกับเรา</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>3.เครียดได้ง่ายกว่าปกติ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ร่างกายของเราสัมพันธ์กับสภาวะจิตใจเสมอ ซึ่งเมื่อฝืนทำในงานที่ไม่ชอบ ฝืนอยู่ในบริษัทที่ไม่ใช่ ร่างกายก็จะรับรู้และเกิดความเครียดได้ง่าย รู้สึกปวดหัว ปวดท้อง ไมเกรนขึ้น หรือบางกรณีก็เป็นกรดไหลย้อน ฯลฯ หากพบว่าร่างกายป่วยบ่อย ไม่สบายง่าย นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า จิตใจเรากำลังอยู่ในสภาวะย่ำแย่จากการทำงานที่ไม่มีความสุข</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>4.รู้สึกตัวเองไม่มีค่า</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทำงานแล้วรู้สึกว่า เราไม่ได้ใช้ความสามารถของตัวเองเลย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอากาศ ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรดี ก็อาจแสดงได้ว่าเราไม่ได้อยู่ในที่ที่ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการทำงานได้ แต่อย่างไรก็ตาม การจะบอกว่า “ไม่มีอะไรดีเลย” ก็ต้องพิจารณาจากผลงาน จากฟีดแบคเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าด้วย อย่าเหมาไปเองเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>5.ไม่เห็นหนทางเติบโตไปต่อ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากงานที่ทำอยู่ บริษัทที่สังกัดอยู่ ทำให้เรารู้สึกมองไม่เห็นโอกาสเติบโต ไม่เห็นโอกาสก้าวหน้า และมองเห็นเพียงแต่การลดปริมาณพนักงานลงเรื่อย ๆ จนเรารู้สึกไม่มั่นคงว่า ครั้งต่อไปจะเป็นเราหรือเปล่าที่ถูกให้ออก ความรู้สึกที่ว่านี้เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนเราได้ดีว่า การฝืนอยู่ต่อไปไม่น่าจะใช่ทางออกที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">สัญญาณเตือนที่กล่าวมานี้ ช่วยให้เรารู้สึกตัวเองได้ดีว่า งานที่ทำอยู่ องค์กรที่สังกัดอยู่ อาจไม่ใช่ที่สำหรับเรา และเราควรตัดสินใจบอกลา เพื่อพาตัวเองไปสู่ในที่ที่ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การที่เราจะตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>นั้น ต้องไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่า “เราไม่ชอบคน” เพราะเราหนีคนไม่พ้น ไปที่ใหม่ก็ยังต้องทำงานกับคนอยู่ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งก็มีความเสี่ยงเจอคนแบบเดิมที่เราไม่ชอบแน่ ๆ หรือต้องไม่ใช่เหตุผลว่า “เพราะเราขี้เกียจ” เนื่องจากไม่ว่าจะทำงานใด ทำที่ใด เราก็ต้องขยันและรับผิดชอบทุ่มเทต่องานทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในงาน ๆ หนึ่งที่เรารักมาก ๆ ที่เรารู้สึกว่านี่แหละเป็นงานที่ใช่สำหรับเรา บางทีก็มาพร้อมกับกิจกรรมบางอย่างที่เราไม่ชอบ เช่น อาชีพครู ชอบสอน ชอบเห็นนักเรียนมีความสุข เติบโตก้าวหน้าประสบความสำเร็จ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับนักเรียนเกเร ขี้เกียจ โกหก ความประพฤติไม่ดี ฯลฯ ให้ต้องหงุดหงิดท้อแท้ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าอย่างไร เราทุกคนจึงจำเป็นต้องสู้ ต้องอดทน มีระเบียบวินัย เหนื่อยได้ ท้อแท้ได้ แต่ต้องไม่ยอมแพ้ เพราะเมื่อใดที่เราอ่อนแอ เราก็จะไม่สามารถพาตัวเองก้าวไปสู่ความสำเร็จที่เป็นความสุขและเป็นเส้นชัยในฝันของเราได้เลย</span></p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign09/">5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resign09/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่ ปัญหาโลกยุคใหม่ที่ทุกธุรกิจควรรู้เท่าทัน</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resign/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resign/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Sep 2021 00:00:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Work From Home]]></category>
		<category><![CDATA[การแพร่ระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อไวรัส]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=703</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชื่อว่า “The Great Resignation” หรือ “การ ลาออก ครั้งใหญ่” โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา แม้สภาพเศรษฐกิจจะดูเหมือนกระเตื้องฟื้นตัวขึ้น แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว มีผู้คนได้ตัดสินใจ ลาออก เป็นจำนวนมากจากงานที่ทำอยู่ ซึ่งในความเป็นจริง ยิ่งเกิดวิกฤต พวกเขาน่าจะยิ่งไม่ควรปล่อยมือจากงานที่มั่นคงเลย โดยในเดือนเมษายน มีรายงานว่า แรงงานกว่า 4 ล้านคนในสหรัฐฯ ลาออกจากงาน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2.7% ของ Work Force ในอเมริกา และตามมาด้วยในเดือนพฤษภาคมอีกประมาณ 3.6 ล้านคน (แหล่งข้อมูลจาก MAGNIFYMONEY SURVEY) ซึ่งในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจลาออกจากงานนั้น เป็นเพราะ 1.ติดใจการทำงานแบบ Work From Home วิกฤตโควิดทำให้ผู้คนเคยชินกับการทำงานแบบ Work From Home และ Work [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign/">ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่ ปัญหาโลกยุคใหม่ที่ทุกธุรกิจควรรู้เท่าทัน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชื่อว่า “The Great Resignation” หรือ “การ<strong> ลาออก </strong>ครั้งใหญ่” โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา แม้สภาพเศรษฐกิจจะดูเหมือนกระเตื้องฟื้นตัวขึ้น แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว มีผู้คนได้ตัดสินใจ<strong> ลาออก</strong> เป็นจำนวนมากจากงานที่ทำอยู่ ซึ่งในความเป็นจริง ยิ่งเกิดวิกฤต พวกเขาน่าจะยิ่งไม่ควรปล่อยมือจากงานที่มั่นคงเลย</p>
<p>โดยในเดือนเมษายน มีรายงานว่า แรงงานกว่า 4 ล้านคนในสหรัฐฯ <strong>ลาออก</strong>จากงาน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2.7% ของ Work Force ในอเมริกา และตามมาด้วยในเดือนพฤษภาคมอีกประมาณ 3.6 ล้านคน (แหล่งข้อมูลจาก MAGNIFYMONEY SURVEY) ซึ่งในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>จากงานนั้น เป็นเพราะ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.ติดใจการทำงานแบบ Work From Home</strong></span></p>
<p>วิกฤตโควิดทำให้ผู้คนเคยชินกับการทำงานแบบ Work From Home และ Work From Anywhere มากขึ้น ซึ่งเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะรูปแบบการทำงานดังกล่าวเปิดโอกาสให้สร้างสมดุลชีวิตได้ดีกว่า ทำงานได้อย่างมี Productivity  มากกว่า หลาย ๆ คน ที่มีลูกอ่อน มีคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแล จะรู้สึกว่า สามารถที่จะทำหน้าที่ส่วนตัวไปพร้อม ๆ กับการทำผลงานให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ดังนั้น เมื่อถูกบังคับให้ต้องกลับไปทำงานในรูปแบบปกติ ซึ่งมีรายงานว่า 1 ใน 3 ของ Work Force ในอเมริกา ถูกสั่งให้กลับไปทำงานประจำออฟฟิศตามเดิม จึงทำให้เกิดการตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong> หรือในขณะเดียวกันแม้จะเป็นในรูปแบบ Hybrid คือ ผสมสลับระหว่าง Work From Home กับ การทำงานแบบเดิมที่ออฟฟิศ ก็ยังไม่ตอบโจทย์ จึงนำไปสู่การตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>ในที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.ตระหนักได้ถึงความจริงใจที่แท้จริงของบริษัท</strong></span></p>
<p>วิกฤตการณ์โควิด ทำให้พนักงานทุกคนเรียนรู้ได้ว่าบริษัทมีความจริงใจกับพวกเขามากแค่ไหน มีความตั้งใจที่จะดูแลช่วยเหลือพวกเขามากน้อยเพียงใด โดยในช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการ Work From Home ยังคงมีหลายบริษัท ที่บังคับให้พนักงานไปทำงานที่ออฟฟิศตามเดิม ซึ่งแม้จะมีเหตุผลที่น่าเห็นใจ แต่พนักงานจะรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้พยายามที่จะหาทางเลือกให้กับพวกเขา และรู้สึกว่าไม่ได้รับการดูแลช่วยเหลือ ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ จึงทำให้ตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>ในท้ายที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.ผู้คนจำนวนมากเหน็ดเหนื่อยกับการทำงาน</strong></span></p>
<p>การต้องปรับตัวกับวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เผชิญหน้ากับปัญหาวิกฤตการณ์โควิด ปัญหาในหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ส่งผลทำให้ผู้คนรู้สึก Burn Out เหนื่อย หดหู่ที่จะทำงาน ซึ่งบางทีก็ไม่คุ้มกับค่าจ้าง เพราะมีหลาย ๆ บริษัทต้องหักเงินเดือน หรือปรับลดผลตอบแทนพนักงานลง แลกกับการทำงานแบบ Work From Home</p>
<p>โดยผู้คนในสหรัฐฯ ให้ความเห็นตรงกันว่า “มันไม่คุ้มค่าจ้างพวกเขา” ชีวิตของพวกเขามีความหมายมากกว่านี้ ประกอบกับแนวทางการทำงานแบบอิสระ หรือ Freelance และ Gig Work Force กำลังค่อย ๆ ได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกลายมาเป็นเทรนด์ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงานของผู้คน จึงทำให้หลาย ๆ คนตัดสินใจที่จะ<strong>ลาออก</strong>จากการทำงานประจำแบบเดิม เพื่อมุ่งสู่วิถีชีวิตการทำงานแนวใหม่แห่งโลกอนาคต</p>
<p>3 เหตุผลสำคัญข้างต้น เป็นคำตอบที่ได้มาจากการสำรวจซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะกับคนอเมริกันเท่านั้น แต่ปรากฏการณ์<strong>ลาออก</strong>ครั้งใหญ่ “The Great Resignation” กำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นกับประเทศอื่น ๆ ด้วย ที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น บริษัทไมโครซอฟต์ ที่ได้ทำแบบสำรวจแล้วพบว่า กว่า 41% ของผู้ตอบแบบสอบถาม คิดว่าจะ<strong>ลาออก</strong> ในขณะที่แบบสำรวจของทางฝั่งอังกฤษและไอร์แลนด์ ก็พบว่า 38% ของพนักงานผู้ตอบแบบสอบถาม วางแผนจะ<strong>ลาออก</strong>ในอีก 6 เดือน</p>
<p>ข้อมูลความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นสิ่งที่กำลังบอก HR ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการทุกคนว่า เรากำลังต้องวางแผนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในอนาคต ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อดูแลรักษาพนักงานของเราเอาไว้ เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ก็มีโอกาสที่ปรากฏการณ์ครั้งใหญ่นี้จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้เช่นกัน และการเสนอผลประโยชน์ให้กับพนักงานเพื่อฉุดรั้งเขาเอาไว้นั้น ก็อาจไม่ใช่ทางแก้ไขที่ถูกต้องเสมอไป เพราะบริษัทเองก็อาจยังไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมมากพอ และตัวพนักงานเองก็อาจมีปัญหาอื่นที่อยากให้แก้ไข</p>
<p>ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นของพนักงานจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้สามารถหาทางออก และปรับตัวแก้ไขได้อย่างเหมาะสมที่สุด เพราะลึก ๆ แล้ว พนักงานทุกคนไม่ได้อยาก<strong>ลาออก</strong> เพียงแต่อาจมีบางอย่างที่เป็นปัญหาในใจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการใส่ใจ รับฟัง ให้ Feedback และแก้ไขให้ตรงจุด</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign/">ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่ ปัญหาโลกยุคใหม่ที่ทุกธุรกิจควรรู้เท่าทัน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resign/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 พฤติกรรมที่หัวหน้าไม่ควรทำกับลูกน้อง</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/boss14/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/boss14/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Aug 2021 08:26:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกน้อง]]></category>
		<category><![CDATA[หัวหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=327</guid>

					<description><![CDATA[<p>หัวหน้า คืออาชีพของการบริหารคน ที่ต้องบริหารให้ทุกคนในทีมทำผลงานบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ก็จะทำได้ดี เป็นผู้นำที่ได้ทั้งใจคนและได้ผลของงานที่ดีด้วย แต่อย่างไรก็ตามยังคงมี หัวหน้าหลาย ๆ คน ที่เผลอน้อยใจว่า ทำไมลูกน้องของตนเองนั้นไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ขี้เกียจ ไม่มีพลัง ไม่เปิดใจ ถามคำตอบคำ จนทำให้ยอดขายตก คู่แข่งแซงหนีไปลิ่ว ฯลฯ ซึ่งสาเหตุอาจไม่ได้มาจากลูกน้องโดยตรง แต่เป็นผลมาจากตัว หัวหน้า เองที่อาจมีพฤติกรรมไม่ดีที่ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของลูกน้องได้ โดย 5 พฤติกรรมที่เราอาจเผลอทำบ่อย ๆ แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำกับลูกน้อง ได้แก่ 1.พูดจาแนะนำ สอนสั่ง โดยไม่ให้เกียรติ “โชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีงานให้ทำในช่วงวิกฤตแบบนี้”, “พี่ขอร้องเถอะนะ ไม่ต้องคิดที่จะทำอะไรเองเลย พี่เป็นหัวหน้า แค่ทำตามที่พี่สั่งก็พอ เข้าใจไหม โอเค้” ฯลฯ ลักษณะคำพูดทำนองนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เพราะลูกน้องของเราก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นเพื่อนร่วมงานของเรา ซึ่งการสอนผู้ใหญ่จะไม่เหมือนกับการสอนลูก สอนเด็ก คนทำงานทุกคนมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนไม่มากก็น้อย พวกเขาต้องการแรงจูงใจ ต้องการประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำตามที่เราแนะนำ  What’s in it for me? ลูกน้องทุกคนต้องการความเคารพ การให้เกียรติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/boss14/">5 พฤติกรรมที่หัวหน้าไม่ควรทำกับลูกน้อง</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หัวหน้า </strong>คืออาชีพของการบริหารคน ที่ต้องบริหารให้ทุกคนในทีมทำผลงานบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ก็จะทำได้ดี เป็นผู้นำที่ได้ทั้งใจคนและได้ผลของงานที่ดีด้วย แต่อย่างไรก็ตามยังคงมี<strong> หัวหน้า</strong>หลาย ๆ คน ที่เผลอน้อยใจว่า ทำไมลูกน้องของตนเองนั้นไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ขี้เกียจ ไม่มีพลัง ไม่เปิดใจ ถามคำตอบคำ จนทำให้ยอดขายตก คู่แข่งแซงหนีไปลิ่ว ฯลฯ</p>
<p>ซึ่งสาเหตุอาจไม่ได้มาจากลูกน้องโดยตรง แต่เป็นผลมาจากตัว <strong>หัวหน้า</strong> เองที่อาจมีพฤติกรรมไม่ดีที่ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของลูกน้องได้ โดย 5 พฤติกรรมที่เราอาจเผลอทำบ่อย ๆ แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำกับลูกน้อง ได้แก่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.พูดจาแนะนำ สอนสั่ง โดยไม่ให้เกียรติ</strong></span></p>
<p>“โชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีงานให้ทำในช่วงวิกฤตแบบนี้”, “พี่ขอร้องเถอะนะ ไม่ต้องคิดที่จะทำอะไรเองเลย พี่เป็น<strong>หัวหน้า </strong>แค่ทำตามที่พี่สั่งก็พอ เข้าใจไหม โอเค้” ฯลฯ ลักษณะคำพูดทำนองนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เพราะลูกน้องของเราก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นเพื่อนร่วมงานของเรา</p>
<p>ซึ่งการสอนผู้ใหญ่จะไม่เหมือนกับการสอนลูก สอนเด็ก คนทำงานทุกคนมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนไม่มากก็น้อย พวกเขาต้องการแรงจูงใจ ต้องการประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำตามที่เราแนะนำ  What’s in it for me? ลูกน้องทุกคนต้องการความเคารพ การให้เกียรติ เช่นเดียวกันกับเรา ซึ่งไม่ใช่ไปยกมือไหว้ หรือยกยอปอปั้นเขา แต่เป็นการให้เกียรติในมุมมองการทำงานของเขา และประสบการณ์การทำงานของเขา</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.ตำหนิลูกน้องต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่น</strong></span></p>
<p>“ทำไมคุณถึงมีปัญหาอยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่เห็นมีปัญหาแบบนี้เลย”, “คุณอยากได้นู่นได้นี่ แต่ผลงานไม่เห็นเคยมีปรากฎเหมือนคนอื่นเลยนะ สักแต่พูดแต่คุณไม่เคยทำได้เลย” ฯลฯ ถ้อยคำตำหนิต่อว่าลูกน้องทำนองนี้ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานและลูกน้องคนอื่น ๆ รวมถึงการเปรียบเทียบว่า คนหนึ่งดีแต่อีกคนไม่ดี เป็นการทำให้คนเสียหน้า เสียใจ เสียความรู้สึก</p>
<p>ซึ่งเป็นสิ่งที่<strong>หัวหน้า</strong>ไม่ควรทำอย่างยิ่ง คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนคือควรเรียกลูกน้องเข้ามาพูดคุยเป็นการส่วนตัว แล้วพูดถึงพฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงของเขาไปเลยว่าทำอะไรผิดพลาด เราอยากให้เขาปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เช่น คุณมาสาย 2 ครั้งสัปดาห์นี้ 8.30 น. และ 9.45 น. ในขณะที่ต้องเข้างาน 8.00 น. ตรง ผมขอให้มาทำงานให้ตรงเวลานะ แล้วเริ่มประชุมตอน 8.15 น. ตามที่เคยตกลงไว้ คุณเป็นคนสำคัญที่จะใส่ความคิดสร้างสรรค์ให้กับทีมงาน คุณทำได้ไหม คิดเห็นอย่างไร</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.ปิดกั้นความคิดเห็นและไอเดียของลูกน้อง</strong></span></p>
<p>หลายครั้ง<strong>หัวหน้า</strong>หลาย ๆ คนก็มักชอบพูดทำนองว่า “ไอ้ที่เสนอมามันก็ดีนะ แต่ว่าก็ลองกันมาหมดแล้ว มันไม่เวิร์ค อย่าเสียเวลาเลย” ฯลฯ ประโยคแบบนี้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่<strong>หัวหน้า</strong>ต้องหยุดพูด  เพราะหน้าที่ของ<strong>หัวหน้า</strong>ที่ดีคือ ต้องพยายามสร้างสรรค์ให้ลูกน้องกล้าพูด กล้านำเสนอ “Encourage People to bring their brain to work.”</p>
<p>ต้องสนับสนุนให้ทุกคนใช้สมองในการทำงาน ไม่ใช่<strong>หัวหน้า</strong>เก็บเอาไว้คิดคนเดียว ทำทุกอย่างคนเดียว เอา Task List เอางานกลับไปทำที่บ้านคนเดียวจนเหนื่อยท้อ <strong>หัวหน้า</strong>ที่ดีจะต้องสนับสนุนให้ทุกคนทำงาน เพื่อให้เขาเติบโต เพราะเขาเองก็สามารถทำได้ดี และอยากทำให้ดีที่สุดในอาชีพของเขาด้วยเหมือนกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.ทำให้ความผิดของพนักงานส่วนน้อย กระทบกับบรรยากาศการทำงานโดยภาพรวม</strong></span></p>
<p>เช่นในกรณีแค่เรื่องมาสายของลูกน้องคนเดียว แต่เราโกรธมาก เพราะรู้สึกว่าเขาไม่รับผิดชอบ เห็นแก่ตัว จึงออกคำสั่งกับลูกน้องทุกคนว่า “การมาสายเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต่อไปนี้ทุกคนต้องมาทำงานให้ตรงเวลา ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง” พร้อมกับส่งอีเมลกำชับให้ทราบโดยทั่วกัน การกระทำลักษณะนี้ของ<strong>หัวหน้า</strong> ถือเป็นการเอาความผิดเล็ก ๆ ของคน ๆ เดียวมาเหมารวมทุกคน ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เอาความผิดของคน 1 คนมาทำลายขวัญ กำลังใจ และบรรยากาศในการทำงานจนหมดสิ้น</p>
<p>ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับลูกน้องทุกคนเป็นวงกว้าง เวลาที่เราต้องการจะปลุกใจคน ดึงพลังของคนขึ้นมา บรรยากาศถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เราบังคับให้ม้ากินน้ำไม่ได้ แต่เราจูงม้าไปที่แม่น้ำ และสร้างบรรยากาศให้ม้าอยากกินน้ำได้ ด้วยการทำให้เห็นม้าตัวอื่นกินน้ำ กินน้ำแล้วมีความสุข จนเกิดความอยากกินตามไปด้วย เพราะฉะนั้น หน้าที่ของ<strong>หัวหน้า</strong>จึงต้องพึงระวังคำพูด รวมถึงท่าทางและน้ำเสียงของตัวเอง เพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีในการทำงานเอาไว้ให้ได้ รักษาขวัญและกำลังใจของลูกน้องเอาไว้ให้ได้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.กล่าวคำชมเชยแบบไม่เฉพาะเจาะจง</strong></span></p>
<p>บางครั้ง<strong>หัวหน้า</strong>ก็อยากสวมบทบาทเป็นนางฟ้าที่คอยชื่นชมให้กำลังใจพนักงาน แต่คำชมของเราบางทีก็กว้างเกินไป ไม่เฉพาะเจาะจง จนบางครั้งลูกน้องรู้สึกว่า “<strong>หัวหน้า</strong>เสแสร้ง” เช่น Oh! Nice job everybody, today you did a good job. “วันนี้ทุกคนทำดีมาก โอ้ ประเสริฐ ยอดเยี่ยม” คำชมทำนองนี้มีลักษณะกว้างเกินไป ควรปรับให้มีความเฉพาะเจาะจงลงไปเลย เช่น วันนี้ตอนที่น้องแก้ปัญหาให้ลูกค้า น้องใช้เทคนิคการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงประเด็น น้องใช้น้ำเสียงไพเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส พี่ขอบคุณมากนะคะ เป็นต้น</p>
<p>การกล่าวคำชมแบบเฉพาะเจาะจงพฤติกรรม จะทำให้เกิดการทำซ้ำแล้วซ้ำอีกในวิธีการทำงานที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เวลาที่<strong>หัวหน้า</strong>สั่งงาน ก็ควรสั่งให้ชัดเจน เพราะบางทีเราก็โมโหเพราะความไม่ชัดเจนของเราเอง เช่น ส่งงานพี่พรุ่งนี้เช้านะทุกคน พรุ่งนี้เช้าต้องได้งานทันที แต่คำว่าพรุ่งนี้เช้าก็ไม่ชัดเจนว่าคือกี่โมง พอ 9 โมงเช้าไม่มีใครมาส่งงานที่โต๊ะเราก็หงุดหงิดโมโห ทั้งที่จริง ๆ แล้ว 10 โมง หรือ 11 โมง ก็ยังถือว่าเช้าได้อยู่ ดังนั้น ในการสั่งงานของ<strong>หัวหน้า</strong> จึงควรระบุให้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด เช่น ส่งงานพร้อมกันที่โต๊ะพรุ่งนี้เช้า ก่อน 8.00 น. เป็นต้น</p>
<p>ลูกน้องจะทำงานได้ดีแค่ไหน ดึงเอาศักยภาพของตัวเองออกมาสร้างผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด <strong>หัวหน้า</strong>ถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยเป็นได้ทั้งคนที่คอยส่งเสริมและคอยบั่นทอนในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าดูแล แนะนำ และปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างเหมาะสมหรือไม่ ดังนั้น ในทุก ๆ สถานการณ์ของการทำงาน <strong>หัวหน้า</strong>จึงมีหน้าที่เสริมสร้างพลังให้กับทีมลูกน้องทุกคน โดยต้องคอยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่ดีที่จะส่งผลเสียบั่นทอนไฟและกำลังใจในการทำงานของลูกน้องให้ได้มากที่สุด</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/boss14/">5 พฤติกรรมที่หัวหน้าไม่ควรทำกับลูกน้อง</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/boss14/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Why Should We Hire You?  ตอบคำถามนี้อย่างไร ให้โดนใจจนได้งาน</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/interview31/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/interview31/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 31 Jul 2021 12:12:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การตอบคำถาม]]></category>
		<category><![CDATA[การพูด]]></category>
		<category><![CDATA[การสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[สมัครงาน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=238</guid>

					<description><![CDATA[<p>ทำไมบริษัทต้องจ้างคุณ? มีผู้สนใจเป็นจำนวนมากที่สมัครงานมาในตำแหน่งนี้ ทำไมเราถึงควรเลือกคุณ Why Should We Hire You? นี่คือหนึ่งในคำถาม TOP HIT ที่ผู้สัมภาษณ์มักถูกถามเสมอ ซึ่งถือเป็นคำถามสำคัญที่ทำให้เรามีโอกาสในการถูกรับคัดเลือกได้มากขึ้น หากตอบได้อย่างน่าประทับใจ โดยเทคนิคใน การตอบคำถาม สัมภาษณ์นี้ให้ดีมัดใจผู้สัมภาษณ์ได้อยู่หมัดนั้น มีดังต่อไปนี้ 1.ดึงเอาความมั่นใจออกมาให้ได้มากที่สุด ในการตอบคำถามสัมภาษณ์นี้ เราต้องดึงเอาความมั่นใจของเราออกมาก่อน อย่าเพิ่งวิตกกังวลจนเกินไป เพราะเวลาตอบคำถามก็จะดูไม่มั่นใจ ไม่สดใส ไร้พลัง สิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมบุคลิกภาพของเราให้น่าดึงดูดก็คือความมั่นใจ ที่เราต้องดึงออกมาแสดงให้เห็นอย่างเต็มที่ ผ่านมือ แขน ท่าทางของเรา ผ่านสายตาที่มุ่งมั่น และใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส 2.บริษัทต้องการอะไร ทำการบ้านก่อนไปสัมภาษณ์ ก่อนจะไปสัมภาษณ์ เราจะต้องค้นให้ทราบ วิสัยทัศน์ พันธกิจ และคุณค่าของบริษัท ต้องหาข้อมูลให้รู้ว่าบริษัทต้องการอะไร และตำแหน่งงานที่เราต้องการสมัครนั้น คือตำแหน่งไหน เพื่อให้เรามีข้อมูลมากพอในการใช้ประกอบการตอบคำถามให้เชื่อมโยงกับความต้องการของบริษัทได้ ทั้งนี้ 1 Resume จะใช้ได้กับการสมัครงานเพียง 1 ตำแหน่งเท่านั้น ไม่ควรใช้ Resume เดียวสมัครงานในบริษัทเดียวหลายๆ ตำแหน่ง ดังนั้น จึงต้องมั่นใจว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/interview31/">Why Should We Hire You?  ตอบคำถามนี้อย่างไร ให้โดนใจจนได้งาน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ทำไมบริษัทต้องจ้างคุณ? มีผู้สนใจเป็นจำนวนมากที่สมัครงานมาในตำแหน่งนี้ ทำไมเราถึงควรเลือกคุณ Why Should We Hire You? นี่คือหนึ่งในคำถาม TOP HIT ที่ผู้สัมภาษณ์มักถูกถามเสมอ ซึ่งถือเป็นคำถามสำคัญที่ทำให้เรามีโอกาสในการถูกรับคัดเลือกได้มากขึ้น หากตอบได้อย่างน่าประทับใจ โดยเทคนิคใน <strong>การตอบคำถาม </strong>สัมภาษณ์นี้ให้ดีมัดใจผู้สัมภาษณ์ได้อยู่หมัดนั้น มีดังต่อไปนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.ดึงเอาความมั่นใจออกมาให้ได้มากที่สุด</strong></span></p>
<p>ใน<strong>การตอบคำถาม</strong>สัมภาษณ์นี้ เราต้องดึงเอาความมั่นใจของเราออกมาก่อน อย่าเพิ่งวิตกกังวลจนเกินไป เพราะเวลาตอบคำถามก็จะดูไม่มั่นใจ ไม่สดใส ไร้พลัง สิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมบุคลิกภาพของเราให้น่าดึงดูดก็คือความมั่นใจ ที่เราต้องดึงออกมาแสดงให้เห็นอย่างเต็มที่ ผ่านมือ แขน ท่าทางของเรา ผ่านสายตาที่มุ่งมั่น และใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.บริษัทต้องการอะไร ทำการบ้านก่อนไปสัมภาษณ์</strong></span></p>
<p>ก่อนจะไปสัมภาษณ์ เราจะต้องค้นให้ทราบ วิสัยทัศน์ พันธกิจ และคุณค่าของบริษัท ต้องหาข้อมูลให้รู้ว่าบริษัทต้องการอะไร และตำแหน่งงานที่เราต้องการสมัครนั้น คือตำแหน่งไหน เพื่อให้เรามีข้อมูลมากพอในการใช้ประกอบ<strong>การตอบคำถาม</strong>ให้เชื่อมโยงกับความต้องการของบริษัทได้ ทั้งนี้ 1 Resume จะใช้ได้กับการสมัครงานเพียง 1 ตำแหน่งเท่านั้น ไม่ควรใช้ Resume เดียวสมัครงานในบริษัทเดียวหลายๆ ตำแหน่ง ดังนั้น จึงต้องมั่นใจว่า เราเหมาะกับตำแหน่งงานใดมากที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.วิเคราะห์รายละเอียด </strong><strong>Job Description</strong></span></p>
<p>เมื่อเลือกตำแหน่งงานที่ต้องการสมัครได้แล้ว เราจะต้องวิเคราะห์รายละเอียดของ Job Description เพื่อดูว่าบริษัทต้องการคุณสมบัติผู้สมัครแบบไหน ความคาดหวังของบริษัทต่อผู้สมัครตำแหน่งงานนี้คืออะไร ตลอดจนดูหน้าที่ความรับผิดชอบสำคัญที่ต้องทำ และคัดเลือกที่เป็นไฮไลท์เด่นๆ ออกมาอย่างน้อย 3 ข้อ เพื่อทำการบ้านต่อว่า เรามีดีอะไรที่จะตอบโจทย์ได้บ้าง ซึ่งพิจารณาได้จากเอกลักษณ์ อันได้แก่ คุณค่า ความสนใจ  บุคลิกภาพ (VIP: Value, Interest, Personality) และความสำเร็จของเราในอดีตที่ผ่านมา เช่น หากสมัครงานในตำแหน่ง Customer Service และหน้าที่ที่บริษัทต้องการคือ ให้บริการลูกค้า รวมถึงอบรมพนักงานต้อนรับได้</p>
<p>แนวทาง<strong>การตอบคำถาม</strong> จะต้องแสดงให้บริษัทเห็นว่าเรามีประสบการณ์ในการทำงาน ในการอบรมพนักงาน เล่ากระบวนการที่เคยทำมาว่าเป็นอย่างไร พร้อมกล่าวถึงผลลัพธ์ที่เคยทำได้ อาทิ ได้รับคำชมจากลูกค้า ได้รับคะแนนการประเมินความพึงพอใจในการให้บริการระดับสูงสุด เป็นต้น  พร้อมกับขอโอกาสที่จะได้นำเอาทักษะที่มี ที่เคยทำได้ดีมาใช้ยกระดับการทำงานของบริษัทให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเราพร้อมทุ่มเทความตั้งใจและมั่นใจว่าประสบการณ์ที่ตัวเรามีนั้น จะทำประโยชน์ให้กับบริษัทได้อย่างแน่นอน</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/interview31/">Why Should We Hire You?  ตอบคำถามนี้อย่างไร ให้โดนใจจนได้งาน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/interview31/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทำงานบริษัทฝรั่งให้ได้ดี  ต้องมี Accountability สูง</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/accountability/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/accountability/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 31 Jul 2021 00:00:45 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Accountability]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทฝรั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=200</guid>

					<description><![CDATA[<p>วัฒนธรรมการทำงานของบริษัทฝรั่ง หรือ บริษัทนานาชาตินั้น จะแตกต่างกับการทำงานแบบไทย ๆ  อยู่พอสมควร ซึ่งหากเราต้องการประสบความสำเร็จ เติบโตในบริษัทต่างชาติ ก็ต้องเข้าใจรูปแบบวิธีคิดในการทำงานของเขาให้ได้มากที่สุดด้วย โดย Accountability คือหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยค่ะ Accountability จริง ๆ แล้วไม่ได้มีคำแปลในภาษาที่ถูกต้องเป๊ะ ๆ แต่หากจะหาคำที่มีความหมายใกล้เคียงที่สุดก็น่าจะเป็น “ความรับผิดชอบ” แต่สำหรับฝรั่งนั้น เขาจะให้ความหมายที่ลึกซึ้งกว่า แตกต่างจากสิ่งที่เป็นความรับผิดชอบในบ้านเรา คือ มันหมายถึงความเชื่อมั่นได้ การให้คำสัญญา การที่เขาไว้วางใจเราได้ ว่าเราจะไม่ปัดความรับผิดชอบ ดังนั้น เขาจะเห็น Accountability ในตัวเราได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ถามเราอย่างละเอียด และเราได้แสดงออกให้เห็นแล้วว่า เราเข้าใจงานอย่างถ่องแท้ มีวิธีการทำงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม วัดผลได้ ซึ่งในกระบวนการพิสูจน์ Accountability ในตัวเรานี่แหละค่ะ ที่อาจทำให้หลาย ๆ คนหมดกำลังใจ จนยอมแพ้ พาลให้ไม่อยากทำงานกับฝรั่งอีกเลย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดคือ เวลาที่พรีเซ็นต์งานในบริษัทฝรั่ง เราจะเจอคำถามอยู่เรื่อย ๆ ว่า ทำไมต้องทำแบบนั้น ทำไปต้องเป็นแบบนี้ ทุกคนจะจู่โจมเราแบบไม่มีเพื่อนฝูง พี่น้อง ไม่ไว้หน้า และไม่เกรงใจกัน [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/accountability/">ทำงานบริษัทฝรั่งให้ได้ดี  ต้องมี Accountability สูง</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>วัฒนธรรมการทำงานของบริษัทฝรั่ง หรือ บริษัทนานาชาตินั้น จะแตกต่างกับการทำงานแบบไทย ๆ  อยู่พอสมควร ซึ่งหากเราต้องการประสบความสำเร็จ เติบโตในบริษัทต่างชาติ ก็ต้องเข้าใจรูปแบบวิธีคิดในการทำงานของเขาให้ได้มากที่สุดด้วย โดย <strong>Accountability </strong>คือหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้เลยค่ะ</p>
<p><strong>Accountability</strong> จริง ๆ แล้วไม่ได้มีคำแปลในภาษาที่ถูกต้องเป๊ะ ๆ แต่หากจะหาคำที่มีความหมายใกล้เคียงที่สุดก็น่าจะเป็น “ความรับผิดชอบ” แต่สำหรับฝรั่งนั้น เขาจะให้ความหมายที่ลึกซึ้งกว่า แตกต่างจากสิ่งที่เป็นความรับผิดชอบในบ้านเรา คือ มันหมายถึงความเชื่อมั่นได้ การให้คำสัญญา การที่เขาไว้วางใจเราได้ ว่าเราจะไม่ปัดความรับผิดชอบ</p>
<p>ดังนั้น เขาจะเห็น <strong>Accountability </strong>ในตัวเราได้ ก็ต่อเมื่อเขาได้ถามเราอย่างละเอียด และเราได้แสดงออกให้เห็นแล้วว่า เราเข้าใจงานอย่างถ่องแท้ มีวิธีการทำงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม วัดผลได้ ซึ่งในกระบวนการพิสูจน์ <strong>Accountability</strong> ในตัวเรานี่แหละค่ะ ที่อาจทำให้หลาย ๆ คนหมดกำลังใจ จนยอมแพ้ พาลให้ไม่อยากทำงานกับฝรั่งอีกเลย</p>
<p>ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดคือ เวลาที่พรีเซ็นต์งานในบริษัทฝรั่ง เราจะเจอคำถามอยู่เรื่อย ๆ ว่า ทำไมต้องทำแบบนั้น ทำไปต้องเป็นแบบนี้ ทุกคนจะจู่โจมเราแบบไม่มีเพื่อนฝูง พี่น้อง ไม่ไว้หน้า และไม่เกรงใจกัน ซึ่งแรก ๆ ที่พี่เจอก็รู้สึกเหมือนกันค่ะว่า เพราะพี่ไม่ดีพอหรือเปล่า ทำอะไรผิดหรือเปล่า ทำไมถึงดุดัน บึ้งตึง เคร่งเครียด ไม่ยิ้มแย้ม ไม่เป็นมิตร และทำเหมือนเราทำไม่ถูกเลยสักอย่าง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ว่าเขาตั้งแง่ กีดกัน หรือมองว่าเราไม่เก่งค่ะ</p>
<p>แต่เพราะเขาต้องการเข้าใจจริง ๆ และต้องการมั่นใจได้ว่า เราเองนั้นก็เข้าใจในงานที่ทำจริง เพื่อให้เขาไว้ใจเราได้ ว่าเราจะรับผิดชอบงานได้นั่นเอง การทำงานในบริษัทต่างชาติ เราต้องเคลียร์ใจให้ชัดเลยค่ะว่า เวลาที่เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้า ไม่ยิ้มให้เรา ยิงคำถามใส่เราแบบเคร่งเครียด ดุด่าเราอย่างรุนแรง โจมตีเราในที่ประชุมแบบรัว ๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่ชอบเรา หรือตัดสินว่าเราไม่เก่ง</p>
<p>แต่เพราะนั่นคือ การทำงาน เพราะเขาต้องการความเชื่อมั่น ต้องการเห็น <strong>Accountability</strong> ในตัวเรา ไม่ได้มีเรื่องความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อออกจากห้องประชุม เมื่อเสร็จสิ้นจากเรื่องงาน ทุกอย่างก็จะกลับเป็นปกติ ทุกคนจะพูดคุย ยิ้มแย้ม เป็นเพื่อน เป็นพี่น้องกับเราได้เหมือนเดิม</p>
<p>ซึ่งจะแตกต่างจากมุมมองของคนไทย ที่หากพูดไม่ดีต่อกันแล้ว ก็มักหมางใจกันไปเลย ดังนั้น เราจึงต้องใช้เป็นมุมมองในการทำงานกับฝรั่ง เพื่อให้มีกำลังใจ และมีไฟที่จะทำงานร่วมกับเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนทำให้เราเติบโตก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้ในที่สุดค่ะ</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/accountability/">ทำงานบริษัทฝรั่งให้ได้ดี  ต้องมี Accountability สูง</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/accountability/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tell Me About Yourself  ตอบคำถามนี้อย่างไร  ให้โดนใจได้รับคัดเลือก</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/interview/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/interview/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Jul 2021 12:15:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การตอบคำถาม]]></category>
		<category><![CDATA[การสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัทต่างชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สมัครงาน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=229</guid>

					<description><![CDATA[<p>หนึ่งในคำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิต ที่ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไทย หรือ บริษัทต่างชาติ ก็มักถามคำถามนี้กับผู้สมัครเสมอ นั่นก็คือ “Tell Me About Yourself” หรือ การให้แนะนำตัวเองสั้น ๆ ซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นคำถามสบาย ๆ ก่อนนำเข้าสู่คำถามสำคัญ แต่แท้จริงแล้วนั้น หากเราเข้าใจวัตถุสงค์ที่ซ่อนอยู่ และรู้แนวทางการตอบอย่างเหมาะสมล่ะก็ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกคัดเลือกผ่านได้มากขึ้น โดย 3 สิ่งสำคัญในการตอบคำถามนี้ให้ประทับใจ HR มากที่สุด ได้แก่ 1.ตอบด้วยความมั่นใจ สร้างความประทับใจแรกให้ได้ ให้เราตอบคำถามนี้ ด้วยความมั่นใจ อกผายไหล่ผึ่งด้วยรอยยิ้ม เพื่อสร้างความประทับใจแรกพบ ในช่วงเวลา 3 นาทีแรก ของการสัมภาษณ์นั้น ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องแสดงตัวตนของเราออกไปให้ผู้สัมภาษณ์เข้าถึงและรู้จักตัวตนของเรา ให้ได้มากที่สุด 2.เป็นตัวของตัวเองอย่างจริงใจ การตอบคำถาม Tell Me About Yourself ให้น่าประทับใจ จะต้องตอบด้วยหลัก Be Yourself คือเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด บอกเล่าเรื่องราวตามความเป็นจริง ไม่โกหก ไม่แต่งเติมเรื่องราวเพิ่มเกินจริง ในขณะเดียวกัน แม้จะต้องตอบด้วยความมั่นใจ แต่ก็ต้องไม่โอเวอร์เกินไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/interview/">Tell Me About Yourself  ตอบคำถามนี้อย่างไร  ให้โดนใจได้รับคัดเลือก</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หนึ่งในคำถามสัมภาษณ์งานยอดฮิต ที่ไม่ว่าจะเป็นบริษัทไทย หรือ บริษัทต่างชาติ ก็มักถามคำถามนี้กับผู้สมัครเสมอ นั่นก็คือ <strong>“</strong><strong>Tell Me About Yourself”</strong> หรือ การให้แนะนำตัวเองสั้น ๆ ซึ่งแม้จะดูเหมือนเป็นคำถามสบาย ๆ ก่อนนำเข้าสู่คำถามสำคัญ แต่แท้จริงแล้วนั้น หากเราเข้าใจวัตถุสงค์ที่ซ่อนอยู่ และรู้แนวทางการตอบอย่างเหมาะสมล่ะก็ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกคัดเลือกผ่านได้มากขึ้น โดย 3 สิ่งสำคัญในการตอบคำถามนี้ให้ประทับใจ HR มากที่สุด ได้แก่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.ตอบด้วยความมั่นใจ สร้างความประทับใจแรกให้ได้</strong></span></p>
<p>ให้เราตอบคำถามนี้ ด้วยความมั่นใจ อกผายไหล่ผึ่งด้วยรอยยิ้ม เพื่อสร้างความประทับใจแรกพบ ในช่วงเวลา 3 นาทีแรก ของการสัมภาษณ์นั้น ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องแสดงตัวตนของเราออกไปให้ผู้สัมภาษณ์เข้าถึงและรู้จักตัวตนของเรา ให้ได้มากที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.เป็นตัวของตัวเองอย่างจริงใจ</strong></span></p>
<p>การตอบคำถาม <strong>Tell Me About Yourself</strong> ให้น่าประทับใจ จะต้องตอบด้วยหลัก Be Yourself คือเป็นตัวเองให้ได้มากที่สุด บอกเล่าเรื่องราวตามความเป็นจริง ไม่โกหก ไม่แต่งเติมเรื่องราวเพิ่มเกินจริง ในขณะเดียวกัน แม้จะต้องตอบด้วยความมั่นใจ แต่ก็ต้องไม่โอเวอร์เกินไป จนดูก้าวร้าว ไม่อ่อนน้อม หรือดูเป็นการฝืนธรรมชาติ เราต้องแสดง The Best Version of yourself แสดงความเป็นเราที่ดีที่สุดออกไปด้วยความจริงใจ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.อย่าลืมบอกว่าความเป็นเราให้ประโยชน์อะไรเขาได้บ้าง (</strong><strong>What is in it for them)</strong></span></p>
<p>แม้จะดูเหมือนเป็นคำถามที่ให้แนะนำตัวเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ววัตถุประสงค์หลักสำคัญของคำถาม <strong>Tell Me About Yourself</strong> คือ ต้องการทราบว่า “ความเป็นตัวเรา” นั้น “ให้ประโยชน์อะไรกับบริษัท” ได้บ้าง ผู้สัมภาษณ์ต้องการทราบว่า เราจะนำคุณค่าอะไรในตัวเราไปช่วยทีม ช่วยองค์กรให้พัฒนาขึ้นได้บ้าง</p>
<p>ดังนั้น แนวทางในการตอบคำถาม จึงไม่ใช่เล่าเพียงแค่ว่า เราเรียนจบจากที่ไหน เคยทำงานอะไรมา ได้รางวัลอะไรมาบ้าง แต่ต้องบอกด้วยว่า สิ่งที่เราเรียนมา ประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา และจุดเด่นของเรานั้น จะให้คุณค่าอะไรกับองค์กรได้บ้าง เช่น จบด้านการตลาดมา สามารถนำเอาความรู้มาช่วยวางแผนกลยุทธ์ เพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้ เป็นครีเอทีฟ เคยได้รับรางวัลมา คิดว่าจะสามารถนำไอเดีย มาช่วยต่อยอดผลิตภัณฑ์</p>
<p>ช่วยสร้างโฆษณาให้กับผลิตภัณฑ์บริษัทได้รับความสนใจมากขึ้นได้ เป็นต้น พร้อมกันนั้นในตอนท้าย เราควรแสดงความมุ่งมั่นด้วยว่า เราต้องการ หรือกำลังมองหาคนที่จะให้โอกาสเราได้แสดงศักยภาพ หรือดึงเอาศักยภาพของเราออกมาใช้ ให้เราได้พัฒนาตัวเองมากขึ้นไปพร้อมกันกับทีมและองค์กร</p>
<p>คำถามสัมภาษณ์ที่ให้แนะนำตัวเองนั้น แท้จริงแล้วถือเป็นโอกาสทอง ให้เราได้สร้างความประทับใจต่อผู้สัมภาษณ์ได้มากที่สุด เพียงแต่เราต้องไม่พูดแค่เรื่องของตัวเราเองเท่านั้น แต่ต้องเน้นตอบให้เห็นภาพชัดเจนด้วยว่า ความเป็นตัวเองของเรานั้นมีคุณค่า ทำประโยชน์อะไรให้กับองค์กรได้บ้าง</p>
<p>ดังนั้น ไม่ว่าเราจะพูดถึงตัวเองในมุมไหน ขอให้เพิ่มเติมใส่ประโยชน์ลงไปด้วยว่า มุมนั้นของเราดีต่อบริษัทอย่างไร หากทำได้ดี ตอบได้อย่างมั่นใจ จริงใจ และชัดเจนล่ะก็ โอกาสที่จะทำให้เกิดความประทับใจและถูกคัดเลือกก็จะยิ่งมีมากขึ้น</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/interview/">Tell Me About Yourself  ตอบคำถามนี้อย่างไร  ให้โดนใจได้รับคัดเลือก</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/interview/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tell Me About Your Weakness  ตอบคำถามนี้อย่างไรให้ได้งาน</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/weakness/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/weakness/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Jul 2021 12:13:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การตอบคำถาม]]></category>
		<category><![CDATA[การสมัครงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[จุดอ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[จุดแข็ง]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=233</guid>

					<description><![CDATA[<p>What are your Weaknesses? อะไรคือ จุดอ่อนของคุณ? ถือเป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่ผู้สัมภาษณ์มักถามเราในระหว่างสัมภาษณ์งานเสมอ ซึ่งใน การตอบคำถาม นี้ เราจะต้องตอบให้ดี ต้องนึกให้ได้ว่าตำแหน่งที่ต้องการสมัครคืออะไร บริษัทต้องการอะไรจากเรา เราต้องทำการบ้านเตรียมตัวให้พร้อม ศึกษาความต้องการของตำแหน่ง ต้องเข้าใจธรรมชาติของบริษัท เพื่อให้เชื่อมโยงข้อมูลคำตอบให้ตรงกับความต้องการของบริษัทและตำแหน่งที่กำลังสมัคร ทั้งนี้ เทคนิคสำคัญใน การตอบคำถาม สัมภาษณ์นี้ให้น่าประทับใจ ได้แก่ 1.ไม่ควรตอบด้วยการสร้างภาพ คำตอบที่ควรหลีกเลี่ยงแบบเด็ดขาดเมื่อถูกถามว่า What are your Weaknesses? เช่น ผมไม่มีจุดอ่อนครับ ยังนึกไม่ออกเลยค่ะว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไร หรือ ผมเป็น Workaholic ขยันทำงานมากเกินไป ดิฉันเป็น Perfectionist จนทำให้เหนื่อยกับการทำงานได้ง่าย ฯลฯ คำตอบทำนองนี้ จะแสดงให้เห็นชัดเจนถึงความไม่จริงใจ โกหก ทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่าเราสร้างภาพ จึงไม่เหมาะที่จะตอบออกไป ควรเลือกตอบด้วยความจริงใจ แต่ก็ต้องระวังอย่าพูดความจริงที่ทำร้ายตัวเอง เช่น ในกรณีสัมภาษณ์ตำแหน่งพนักงานขาย ก็ไม่ควรตอบว่าจุดอ่อนของเราคือ ไม่มีความมั่นใจเวลาปิดการขาย ปิดการไม่ไม่เก่ง เพราะจะเป็นการตัดโอกาสในการได้งานทันที 2.เลือกจุดอ่อนที่เป็นทักษะที่แก้ไขได้ เวลาเราจะพูดถึงจุดอ่อน ให้พูดถึงทักษะที่สามารถแก้ไขได้ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/weakness/">Tell Me About Your Weakness  ตอบคำถามนี้อย่างไรให้ได้งาน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>What are your Weaknesses? อะไรคือ จุดอ่อนของคุณ? ถือเป็นอีกหนึ่งคำถามยอดฮิตที่ผู้สัมภาษณ์มักถามเราในระหว่างสัมภาษณ์งานเสมอ ซึ่งใน <strong>การตอบคำถาม </strong>นี้ เราจะต้องตอบให้ดี ต้องนึกให้ได้ว่าตำแหน่งที่ต้องการสมัครคืออะไร บริษัทต้องการอะไรจากเรา</p>
<p>เราต้องทำการบ้านเตรียมตัวให้พร้อม ศึกษาความต้องการของตำแหน่ง ต้องเข้าใจธรรมชาติของบริษัท เพื่อให้เชื่อมโยงข้อมูลคำตอบให้ตรงกับความต้องการของบริษัทและตำแหน่งที่กำลังสมัคร ทั้งนี้ เทคนิคสำคัญใน <strong>การตอบคำถาม </strong>สัมภาษณ์นี้ให้น่าประทับใจ ได้แก่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.ไม่ควรตอบด้วยการสร้างภาพ</strong></span></p>
<p>คำตอบที่ควรหลีกเลี่ยงแบบเด็ดขาดเมื่อถูกถามว่า What are your Weaknesses? เช่น ผมไม่มีจุดอ่อนครับ ยังนึกไม่ออกเลยค่ะว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไร หรือ ผมเป็น Workaholic ขยันทำงานมากเกินไป ดิฉันเป็น Perfectionist จนทำให้เหนื่อยกับการทำงานได้ง่าย ฯลฯ คำตอบทำนองนี้ จะแสดงให้เห็นชัดเจนถึงความไม่จริงใจ โกหก ทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกว่าเราสร้างภาพ จึงไม่เหมาะที่จะตอบออกไป</p>
<p>ควรเลือกตอบด้วยความจริงใจ แต่ก็ต้องระวังอย่าพูดความจริงที่ทำร้ายตัวเอง เช่น ในกรณีสัมภาษณ์ตำแหน่งพนักงานขาย ก็ไม่ควรตอบว่าจุดอ่อนของเราคือ ไม่มีความมั่นใจเวลาปิดการขาย ปิดการไม่ไม่เก่ง เพราะจะเป็นการตัดโอกาสในการได้งานทันที</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.เลือกจุดอ่อนที่เป็นทักษะที่แก้ไขได้</strong></span></p>
<p>เวลาเราจะพูดถึงจุดอ่อน ให้พูดถึงทักษะที่สามารถแก้ไขได้ อย่าพูดถึงจุดอ่อนที่เป็นตัวตนแท้จริงของเรา เพื่อเปิดทางให้สามารถอธิบายต่อได้ว่า จะแก้ไขจุดอ่อนนั้นอย่างไร เตรียมตัวรับมือ หรือจัดการพัฒนาจุดอ่อนนั้นแบบไหน เพื่อไม่ให้จุดอ่อนนั้น ส่งผลกระทบต่อการทำงานให้กับบริษัท โดยทักษะที่แก้ไขได้ก็เช่น ดิฉันไม่ถนัดในด้านการเขียน ทั้งการเขียนตอบอีเมล ตลอดจนการเขียนแบบ Creative Writing เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.อย่าลืมบอกด้วยว่าเราแก้จุดอ่อนนั้นอย่างไร</strong></span></p>
<p>เมื่อเลือกจุดอ่อนที่เป็นทักษะสามารถแก้ไขได้แล้ว ในการตอบเราต้องบอกวิธีการแก้ไข วิธีการจัดการกับจุดอ่อนของเราให้กับผู้สัมภาษณ์ทราบด้วย เช่น จุดอ่อนของดิฉันคือเขียนงานโปรเจคไม่เก่ง (Project Plan Writing) ดิฉันทราบว่าควรปรับปรุงให้ดีขึ้น</p>
<p>ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการเข้าคอร์สฝึกเขียนเพิ่มเติม พยายามอ่านหนังสือเทคนิคการเขียน และหมั่นฝึกเขียนทุกสัปดาห์ พยายามมุ่งมั่นให้เขียนได้เร็วขึ้น ไวขึ้น และถูกต้องมากขึ้น ซึ่งดิฉันเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาจุดอ่อนนี้ได้ ยิ่งถ้าได้มีโอกาสร่วมงานกับบริษัท ดิฉันก็เชื่อว่าจะได้รับการฝึกฝนและพัฒนาให้ดีได้มากยิ่งขึ้นอีก</p>
<p>เวลาที่ผู้สัมภาษณ์ถามเราว่า What are your Weaknesses? อะไรคือจุดอ่อนของเรา วัตถุประสงค์ของเขาคือต้องการอยากทราบว่าเรารู้หรือไม่ว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร และตัวเรานั้นมีทัศนคติ มีมุมมองการแก้ไขปรับปรุงจุดอ่อนของเราอย่างไรบ้าง</p>
<p>ในขณะเดียวกันก็เพื่อประเมินด้วยว่า จุดอ่อนนั้น จะส่งผลกระทบกับบริษัทและตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัครมากน้อยเพียงใด ดังนั้น เราจึงต้องแสดงออกอย่างจริงใจให้เห็นว่า เรารู้จุดอ่อนของตัวเอง และมีวิธีการรับมืออย่างเหมาะสม สามารถพัฒนาตัวเองได้ สอนได้ และทำประโยชน์ให้กับบริษัทได้อย่างแท้จริง</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/weakness/">Tell Me About Your Weakness  ตอบคำถามนี้อย่างไรให้ได้งาน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/weakness/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
