<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พนักงาน Archives - Panjit Consulting</title>
	<atom:link href="https://panjitconsulting.com/tag/%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://panjitconsulting.com/tag/พนักงาน/</link>
	<description>LIVE LIFE INSPIRED , HELP PEOPLE EXCEL</description>
	<lastBuildDate>Thu, 07 Oct 2021 11:12:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.2</generator>

<image>
	<url>https://panjitconsulting.com/wp-content/uploads/2021/07/cropped-Presentation17-removebg-e1629180822527-32x32.png</url>
	<title>พนักงาน Archives - Panjit Consulting</title>
	<link>https://panjitconsulting.com/tag/พนักงาน/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>8 ข้อคิดในการบริหารองค์กรและธุรกิจสู่ความสำเร็จ</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/organization/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/organization/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2021 11:12:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=969</guid>

					<description><![CDATA[<p>1.เสริมสร้างความภูมิใจที่ได้ทำงานกับองค์กร เพราะเมื่อพนักงานมีความพอใจ มีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาก็จะภูมิใจที่ได้ทำงานกับเรา ให้ความร่วมมือและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.สื่อสารชัดเจนทั่วถึงในทุกระดับชั้น องค์กรจะขับเคลื่อนอย่างมีพลังไปในทิศทางเดียวกันได้ ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งจากผู้บริหารถึงพนักงานและจากพนักงานถึงผู้บริหาร โดยเราต้องสื่อสารจากผู้บริหารระดับสูง แล้วต่อเนื่องไปตามลำดับ มีการประชุมพนักงาน มีสื่อและช่องทางการสื่อสารที่ทำให้ทุกคนทราบเรื่องโดยทั่วถึงพร้อมกัน  3.ต้องรู้ว่าควรดูแลพนักงานอย่างไร เรื่องของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญมาก บริษัทต้องรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ให้พนักงานรู้สึกดีที่ได้ทำงานกับเราในทุกวัน และสิ่งสำคัญคือ การให้อำนาจและความไว้วางใจกับพนักงาน เมื่อสอนงานพนักงานแล้ว และให้เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานแล้ว ไม่ควรบอกให้พนักงานทำตามที่เราต้องการ เพราะจะเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ 4.วัฒนธรรมองค์กรเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ วัฒนธรรมองค์กรที่แต่ละบริษัทสร้างขึ้น จะเป็นสิ่งที่พนักงานใช้เป็นหลักในการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันรักษาไว้ โดยวัฒนธรรมองค์กรที่ดีต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริง เห็นผลจริง เพื่อให้ทุกคนเกิดความเชื่อมั่น และปฏิบัติตามโดยพร้อมเพรียงกัน จนเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนที่มหาศาล 5.ทำดีได้ดี ทำไม่ดีต้องได้รับโทษ การทำงานในบริษัท องค์กรต้องแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าอะไรถูกอะไรผิด คนไหนทำไม่ดีต้องได้รับโทษ ส่วนใครทำดีก็ได้รางวัลไม่มีข้อยกเว้นเรื่องตำแหน่ง ฐานะ เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจ ที่จะทำดีและปฏิบัติตนเป็นพนักงานที่ดีขององค์กร 6.สนับสนุนให้พนักงานเติบโตก้าวหน้า การฝึกอบรมพนักงานมีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อพนักงานเก่งขึ้น เติบโตขึ้น รู้สึกว่าตัวเองสำเร็จ ก็จะทุ่มเททำให้องค์กรประสบความสำเร็จตามไปด้วย 7.รู้จักจุดเด่นของคนทำงาน ไม่มีใครรู้ปัญหาขององค์กรได้ดีกว่าพนักงาน ดังนั้น บริษัทจึงต้องฟังเสียงของคนทำงานและรู้จักจุดเด่นของพนักงานแต่ละคน เพื่อเสริมจุดเด่นของพวกเขา และให้เขารับหน้าที่สำคัญในจุดที่ถนัดที่สุด 8.ทำให้ทุกคนรู้เป้าหมายของตัวเอง โดยธรรมชาติแล้ว คนเราต้องการทำเป้าหมายให้สำเร็จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/organization/">8 ข้อคิดในการบริหารองค์กรและธุรกิจสู่ความสำเร็จ</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.</strong><strong>เสริมสร้างความภูมิใจ</strong><strong>ที่ได้ทำงานกับองค์กร</strong></span></p>
<p>เพราะเมื่อพนักงานมีความพอใจ มีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาก็จะภูมิใจที่ได้ทำงานกับเรา ให้ความร่วมมือและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.</strong><strong>สื่อสารชัดเจนทั่วถึงในทุกระดับชั้น</strong></span></p>
<p><strong>องค์กร</strong>จะขับเคลื่อนอย่างมีพลังไปในทิศทางเดียวกันได้ ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งจากผู้บริหารถึงพนักงานและจากพนักงานถึงผู้บริหาร โดยเราต้องสื่อสารจากผู้บริหารระดับสูง แล้วต่อเนื่องไปตามลำดับ มีการประชุมพนักงาน มีสื่อและช่องทางการสื่อสารที่ทำให้ทุกคนทราบเรื่องโดยทั่วถึงพร้อมกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"> <strong>3.</strong><strong>ต้องรู้ว่าควรดูแลพนักงานอย่างไร</strong></span></p>
<p>เรื่องของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญมาก บริษัทต้องรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ให้พนักงานรู้สึกดีที่ได้ทำงานกับเราในทุกวัน และสิ่งสำคัญคือ การให้อำนาจและความไว้วางใจกับพนักงาน เมื่อสอนงานพนักงานแล้ว และให้เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานแล้ว ไม่ควรบอกให้พนักงานทำตามที่เราต้องการ เพราะจะเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.</strong><strong>วัฒนธรรมองค์กร</strong><strong>เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ</strong></span></p>
<p>วัฒนธรรม<strong>องค์กร</strong>ที่แต่ละบริษัทสร้างขึ้น จะเป็นสิ่งที่พนักงานใช้เป็นหลักในการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันรักษาไว้ โดยวัฒนธรรม<strong>องค์กร</strong>ที่ดีต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริง เห็นผลจริง เพื่อให้ทุกคนเกิดความเชื่อมั่น และปฏิบัติตามโดยพร้อมเพรียงกัน จนเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนที่มหาศาล</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.</strong><strong>ทำดีได้ดี ทำไม่ดีต้องได้รับโทษ</strong></span></p>
<p>การทำงานในบริษัท <strong>องค์กร</strong>ต้องแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าอะไรถูกอะไรผิด คนไหนทำไม่ดีต้องได้รับโทษ ส่วนใครทำดีก็ได้รางวัลไม่มีข้อยกเว้นเรื่องตำแหน่ง ฐานะ เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจ ที่จะทำดีและปฏิบัติตนเป็นพนักงานที่ดีของ<strong>องค์กร</strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6.</strong><strong>สนับสนุนให้พนักงานเติบโตก้าวหน้า</strong></span></p>
<p>การฝึกอบรมพนักงานมีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้<strong>องค์กร</strong>ประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อพนักงานเก่งขึ้น เติบโตขึ้น รู้สึกว่าตัวเองสำเร็จ ก็จะทุ่มเททำให้<strong>องค์กร</strong>ประสบความสำเร็จตามไปด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>7.</strong><strong>รู้จักจุดเด่นของคนทำงาน</strong></span></p>
<p>ไม่มีใครรู้ปัญหาของ<strong>องค์กร</strong>ได้ดีกว่าพนักงาน ดังนั้น บริษัทจึงต้องฟังเสียงของคนทำงานและรู้จักจุดเด่นของพนักงานแต่ละคน เพื่อเสริมจุดเด่นของพวกเขา และให้เขารับหน้าที่สำคัญในจุดที่ถนัดที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>8.</strong><strong>ทำให้ทุกคนรู้เป้าหมายของตัวเอง</strong></span></p>
<p>โดยธรรมชาติแล้ว คนเราต้องการทำเป้าหมายให้สำเร็จ คนที่ไม่พยายาม อาจไม่ได้หมายความว่าเขาแย่ แต่เขาอาจแค่ยังไม่รู้เป้าหมายของตัวเองเท่านั้น ดังนั้น บริษัทจึงควรทำให้พนักงานทุกคนรู้เป้าหมายของตัวเอง เพื่อให้เขาเกิดพลังกายใจในการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/organization/">8 ข้อคิดในการบริหารองค์กรและธุรกิจสู่ความสำเร็จ</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/organization/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Check List ก่อนลาออกจากงาน เพื่อทะยานสู่ชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resign30/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resign30/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2021 11:12:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=971</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยาก ลาออก จากงาน แล้วต้องมาเสี่ยงเริ่มต้นใหม่กับการเดินทางที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมั่นคงได้มากแค่ไหน แต่หากสุดท้ายเราพิจารณาแล้วอย่างมั่นใจว่างานที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่ การตัดสินใจ ลาออก ก็เป็นทางออกที่ควรทำ เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เราก้าวหน้าไปสู่จุดหมายที่ฝันไว้ โดยเพื่อให้การตัดสินใจ ลาออก จากงานของเรานำไปสู่การเริ่มต้นที่ดีกว่าเดิมได้ย่างแท้จริง มีสิ่งสำคัญที่ต้อง Check List ตรวจสอบเตรียมพร้อมให้ดีก่อน ดังต่อไปนี้ 1.มีเงินสำรองเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการลาออกด้วยเหตุผลใด เราต้องมั่นใจเสียก่อนว่า เรามีเงินสำรองเพียงพออย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อใช้ดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะหากเรามีลูก มีครอบครัวที่ต้องดูแล มีภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ ต้องรับผิดชอบ ยิ่งต้องวางแผนการเงินก่อนลาออกให้รอบคอบชัดเจน ต้องดูว่ารายจ่ายจำเป็นของเรามีอะไรบ้างเป็นจำนวนเงินเท่าไรต่อเดือน และรายได้ประจำของเราหลังหักภาษีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เพียงพอหรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม และเงินสะสมอื่น ๆ ด้วยว่าเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง สามารถเบิกถอนได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องของประกันสังคม ก็จำเป็นต้องศึกษาให้ดีก่อนลาออกด้วย เพราะการลาออก กับ ถูกให้ออก มีเงื่อนไขของผลประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างกัน 2.ตรวจสอบสัญญาจ้างให้ดี ก่อนลาออกจากงานควรตรวจสอบสัญญาจ้างให้รอบครอบอีกครั้ง เพราะบางครั้งสัญญาจ้างของเราอาจมีระบุไว้ด้วยว่า “ห้ามทำงานกับคู่ค้าคู่แข่ง” [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign30/">Check List ก่อนลาออกจากงาน เพื่อทะยานสู่ชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยาก<strong> ลาออก </strong>จากงาน แล้วต้องมาเสี่ยงเริ่มต้นใหม่กับการเดินทางที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมั่นคงได้มากแค่ไหน แต่หากสุดท้ายเราพิจารณาแล้วอย่างมั่นใจว่างานที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่ การตัดสินใจ <strong>ลาออก </strong>ก็เป็นทางออกที่ควรทำ เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เราก้าวหน้าไปสู่จุดหมายที่ฝันไว้</p>
<p>โดยเพื่อให้การตัดสินใจ<strong> ลาออก</strong> จากงานของเรานำไปสู่การเริ่มต้นที่ดีกว่าเดิมได้ย่างแท้จริง มีสิ่งสำคัญที่ต้อง Check List ตรวจสอบเตรียมพร้อมให้ดีก่อน ดังต่อไปนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.มีเงินสำรองเพียงพอ</strong></span></p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการ<strong>ลาออก</strong>ด้วยเหตุผลใด เราต้องมั่นใจเสียก่อนว่า เรามีเงินสำรองเพียงพออย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อใช้ดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะหากเรามีลูก มีครอบครัวที่ต้องดูแล มีภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ ต้องรับผิดชอบ ยิ่งต้องวางแผนการเงินก่อน<strong>ลาออก</strong>ให้รอบคอบชัดเจน ต้องดูว่ารายจ่ายจำเป็นของเรามีอะไรบ้างเป็นจำนวนเงินเท่าไรต่อเดือน และรายได้ประจำของเราหลังหักภาษีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เพียงพอหรือไม่</p>
<p>ตลอดจนตรวจสอบเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม และเงินสะสมอื่น ๆ ด้วยว่าเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง สามารถเบิกถอนได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องของประกันสังคม ก็จำเป็นต้องศึกษาให้ดีก่อน<strong>ลาออก</strong>ด้วย เพราะการ<strong>ลาออก</strong> กับ ถูกให้ออก มีเงื่อนไขของผลประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.ตรวจสอบสัญญาจ้างให้ดี</strong></span></p>
<p>ก่อน<strong>ลาออก</strong>จากงานควรตรวจสอบสัญญาจ้างให้รอบครอบอีกครั้ง เพราะบางครั้งสัญญาจ้างของเราอาจมีระบุไว้ด้วยว่า “ห้ามทำงานกับคู่ค้าคู่แข่ง” มีเงื่อนไขต่าง ๆ กำหนดเอาไว้ อาจเป็นเรื่องระยะเวลา 1-2 ปี ที่ห้ามไปสมัครทำงานที่ใหม่กับบริษัทที่เป็นคู่แข่งของบริษัทเดิม การสำรวจสัญญาจ้างก่อน<strong>ลาออก</strong> จะช่วยให้เราไม่พลาดทำผิดเงื่อนไขจนเกิดปัญหาตามมาภายหลัง และวางแผนการสมัครงานที่ใหม่ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มากยิ่งขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.อัพเดทเรซูเม่ในทุกช่องทางการสมัครงาน</strong></span></p>
<p>ไม่ว่าจะเป็น CV, Cover Letter หรือ ข้อมูลใน LinkedIn  และข้อมูลในช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของเรา ควรได้รับการอัพเดทเพื่อให้พร้อมเปิดรับกับโอกาสในการสมัครงานที่ใหม่ ทั้งนี้ 1 CV ควรใช้สมัครงานเพียง 1 ตำแหน่งเท่านั้น ไม่ควรหว่านส่งไปทั่วหลายตำแหน่ง</p>
<p>ในขณะเดียวกันหากต้องการเพิ่มโอกาสได้งานที่ดีให้มากขึ้น ควรศึกษาตลาดงาน สำรวจเงินเดือนของตำแหน่งที่เราต้องการสมัครให้ดี พร้อมกับตรวจสอบดูว่าในตำแหน่งงานที่ตั้งเป้าไว้นั้น ต้องการทักษะอะไรบ้าง เพื่อให้เราเตรียมตัว เตรียมข้อมูลในการตอบคำถามสัมภาษณ์ได้อย่างเหมาะสม สำรวจตัวเองดูว่าสามารถ Transferable หรือโอนย้ายทักษะใดที่เรามี ไปสร้างประโยชน์ให้กับการทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ ได้บ้าง พร้อมกับนำข้อมูลเหล่านี้ ไว้ใช้ในการเจรจาต่อรองผลตอบแทนด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.เตรียมช่องทางรายได้เสริมและการประหยัดค่าใช้จ่ายให้พร้อม</strong></span></p>
<p>สิ่งสำคัญที่เราต้องไม่ลืมคือ บางทีสิ่งที่ไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นเมื่อตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong> เราจึงควรวางแผนอนาคตเอาไว้ให้พร้อมที่สุด ไม่ควรคิดหวังพึ่งพารายได้เพียงแค่ทางเดียว ควรหาช่องทางรายได้เพิ่มทางอื่นด้วย เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะได้งานใหม่เมื่อไร หรือต้องออกจากงานอีกครั้งเมื่อไร</p>
<p>ในขณะเดียวกัน ก็ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน เช่น เกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย โดยเฉพาะกับคนที่มีลูกเล็ก มีครอบครัว การคิดเผื่อวางแผนทำประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเอาไว้ให้ตัวเอง และคนที่รัก ก็ถือเป็นการสร้างความคุ้มครอง ที่ช่วยให้หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาในระหว่างที่กำลังหางาน จะได้มีเงินสำรองใช้จ่ายไม่เกิดปัญหา</p>
<p>การตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>จากงาน ถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิต เป็นจุดเปลี่ยนที่อาจพาเราไปสู่จุดที่ดีกว่า หรือแย่ลงกว่าเดิมก็ได้ ดังนั้น ยิ่งเราเตรียมความพร้อมได้ดีมากเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้ก้าวไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจได้สำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งขอเพียงแค่เราตัดสินใจอย่างมีสติ ไตร่ตรองด้วยความรอบคอบ และมีเหตุผล ไม่ใช้เพียงแค่อารมณ์ การ<strong>ลาออก</strong>จากงานก็จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่เป็นเรื่องดีที่จะสร้างโอกาสให้ตัวเราเขยิบเข้าใกล้กับความสำเร็จได้มากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign30/">Check List ก่อนลาออกจากงาน เพื่อทะยานสู่ชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resign30/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resign09/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resign09/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Sep 2021 09:12:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยื่นใบลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญาณเตือน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพในฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[ใบลาออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=927</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลสำรวจจากงานวิจัยพบว่า 85% ของพนักงานไม่ได้ชอบและไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ หรือตกอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า “Disengagement” คือรู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนทุกองค์กรเสมอไป เพราะก็ยังมีอีกหลายบริษัท ที่พนักงานรู้สึกมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มี Engagement Score สูงกว่า 80% ซึ่งหมายความว่า 8 ใน 10 คนขององค์กรนั้น รู้สึก Happy กับการทำงาน แล้วอะไรกันล่ะที่จะช่วยบอกได้ว่า เรามีความสุขกับงานที่ทำจริง ๆ 5 สัญญาณเตือนจากนี้ไป จะช่วยให้เราทบทวนตัวเองได้ชัดเจนขึ้นว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราต้อง “ยื่นใบลาออก” 1.เราบ่น นินทา หัวหน้าและบริษัทเป็นประจำ หากทุก ๆ วันของเราคือ การบ่น เม้าท์ ให้แฟน เพื่อน ๆ พ่อแม่ และคนในครอบครัวฟัง ถึงความน่าเบื่อหน่ายที่มีต่อหัวหน้างาน ความไม่มีความสุขต่องานที่ทำ หรือต่อบริษัท นี่คือสัญญาณเตือนภัยแรกที่สะกิดใจเราได้ดีว่า เราอาจไม่ไหวกับงานและองค์กรนี้อีกแล้ว 2.รู้สึกไม่อยากไปทำงาน หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่า แต่ละวันคือการทำงานเพื่อเฝ้ารอคอยวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันหยุดสักที รวมถึงมีอาการ Sunday [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign09/">5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจจากงานวิจัยพบว่า </span><span style="font-weight: 400;">85% </span><span style="font-weight: 400;">ของพนักงานไม่ได้ชอบและไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ หรือตกอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า “</span><span style="font-weight: 400;">Disengagement</span><span style="font-weight: 400;">” คือรู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนทุกองค์กรเสมอไป </span><span style="font-weight: 400;">เพราะก็ยังมีอีกหลายบริษัท ที่พนักงานรู้สึกมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มี </span><span style="font-weight: 400;">Engagement Score </span><span style="font-weight: 400;">สูงกว่า </span><span style="font-weight: 400;">80%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งหมายความว่า </span><span style="font-weight: 400;">8 </span><span style="font-weight: 400;">ใน </span><span style="font-weight: 400;">10 </span><span style="font-weight: 400;">คนขององค์กรนั้น รู้สึก </span><span style="font-weight: 400;">Happy </span><span style="font-weight: 400;">กับการทำงาน </span><span style="font-weight: 400;">แล้วอะไรกันล่ะที่จะช่วยบอกได้ว่า เรามีความสุขกับงานที่ทำจริง ๆ </span><span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">สัญญาณเตือนจากนี้ไป จะช่วยให้เราทบทวนตัวเองได้ชัดเจนขึ้นว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราต้อง “ยื่นใบ<strong>ลาออก</strong>”</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>1.เราบ่น นินทา หัวหน้าและบริษัทเป็นประจำ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทุก ๆ วันของเราคือ การบ่น เม้าท์ ให้แฟน เพื่อน ๆ พ่อแม่ และคนในครอบครัวฟัง ถึงความน่าเบื่อหน่ายที่มีต่อหัวหน้างาน ความไม่มีความสุขต่องานที่ทำ หรือต่อบริษัท นี่คือสัญญาณเตือนภัยแรกที่สะกิดใจเราได้ดีว่า เราอาจไม่ไหวกับงานและองค์กรนี้อีกแล้ว</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>2.รู้สึกไม่อยากไปทำงาน</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่า แต่ละวันคือการทำงานเพื่อเฝ้ารอคอยวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันหยุดสักที รวมถึงมีอาการ </span><span style="font-weight: 400;">Sunday Night Anxiety</span> <span style="font-weight: 400;">หรือ เกิดความกลัว ความเครียด เมื่อถึงคืนวันอาทิตย์ เพราะรู้สึกว่าพรุ่งนี้วันจันทร์ ไม่อยากไปทำงานเลย อาการเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกได้ดีเลยว่า เรากำลังฝืนทำในงานที่ไม่ใช่ ไม่เหมาะกับเรา</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>3.เครียดได้ง่ายกว่าปกติ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ร่างกายของเราสัมพันธ์กับสภาวะจิตใจเสมอ ซึ่งเมื่อฝืนทำในงานที่ไม่ชอบ ฝืนอยู่ในบริษัทที่ไม่ใช่ ร่างกายก็จะรับรู้และเกิดความเครียดได้ง่าย รู้สึกปวดหัว ปวดท้อง ไมเกรนขึ้น หรือบางกรณีก็เป็นกรดไหลย้อน ฯลฯ หากพบว่าร่างกายป่วยบ่อย ไม่สบายง่าย นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า จิตใจเรากำลังอยู่ในสภาวะย่ำแย่จากการทำงานที่ไม่มีความสุข</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>4.รู้สึกตัวเองไม่มีค่า</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทำงานแล้วรู้สึกว่า เราไม่ได้ใช้ความสามารถของตัวเองเลย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอากาศ ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรดี ก็อาจแสดงได้ว่าเราไม่ได้อยู่ในที่ที่ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการทำงานได้ แต่อย่างไรก็ตาม การจะบอกว่า “ไม่มีอะไรดีเลย” ก็ต้องพิจารณาจากผลงาน จากฟีดแบคเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าด้วย อย่าเหมาไปเองเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>5.ไม่เห็นหนทางเติบโตไปต่อ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากงานที่ทำอยู่ บริษัทที่สังกัดอยู่ ทำให้เรารู้สึกมองไม่เห็นโอกาสเติบโต ไม่เห็นโอกาสก้าวหน้า และมองเห็นเพียงแต่การลดปริมาณพนักงานลงเรื่อย ๆ จนเรารู้สึกไม่มั่นคงว่า ครั้งต่อไปจะเป็นเราหรือเปล่าที่ถูกให้ออก ความรู้สึกที่ว่านี้เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนเราได้ดีว่า การฝืนอยู่ต่อไปไม่น่าจะใช่ทางออกที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">สัญญาณเตือนที่กล่าวมานี้ ช่วยให้เรารู้สึกตัวเองได้ดีว่า งานที่ทำอยู่ องค์กรที่สังกัดอยู่ อาจไม่ใช่ที่สำหรับเรา และเราควรตัดสินใจบอกลา เพื่อพาตัวเองไปสู่ในที่ที่ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การที่เราจะตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>นั้น ต้องไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่า “เราไม่ชอบคน” เพราะเราหนีคนไม่พ้น ไปที่ใหม่ก็ยังต้องทำงานกับคนอยู่ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งก็มีความเสี่ยงเจอคนแบบเดิมที่เราไม่ชอบแน่ ๆ หรือต้องไม่ใช่เหตุผลว่า “เพราะเราขี้เกียจ” เนื่องจากไม่ว่าจะทำงานใด ทำที่ใด เราก็ต้องขยันและรับผิดชอบทุ่มเทต่องานทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในงาน ๆ หนึ่งที่เรารักมาก ๆ ที่เรารู้สึกว่านี่แหละเป็นงานที่ใช่สำหรับเรา บางทีก็มาพร้อมกับกิจกรรมบางอย่างที่เราไม่ชอบ เช่น อาชีพครู ชอบสอน ชอบเห็นนักเรียนมีความสุข เติบโตก้าวหน้าประสบความสำเร็จ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับนักเรียนเกเร ขี้เกียจ โกหก ความประพฤติไม่ดี ฯลฯ ให้ต้องหงุดหงิดท้อแท้ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าอย่างไร เราทุกคนจึงจำเป็นต้องสู้ ต้องอดทน มีระเบียบวินัย เหนื่อยได้ ท้อแท้ได้ แต่ต้องไม่ยอมแพ้ เพราะเมื่อใดที่เราอ่อนแอ เราก็จะไม่สามารถพาตัวเองก้าวไปสู่ความสำเร็จที่เป็นความสุขและเป็นเส้นชัยในฝันของเราได้เลย</span></p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign09/">5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resign09/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 พฤติกรรมที่หัวหน้าไม่ควรทำกับลูกน้อง</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/boss14/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/boss14/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Aug 2021 08:26:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกน้อง]]></category>
		<category><![CDATA[หัวหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=327</guid>

					<description><![CDATA[<p>หัวหน้า คืออาชีพของการบริหารคน ที่ต้องบริหารให้ทุกคนในทีมทำผลงานบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ก็จะทำได้ดี เป็นผู้นำที่ได้ทั้งใจคนและได้ผลของงานที่ดีด้วย แต่อย่างไรก็ตามยังคงมี หัวหน้าหลาย ๆ คน ที่เผลอน้อยใจว่า ทำไมลูกน้องของตนเองนั้นไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ขี้เกียจ ไม่มีพลัง ไม่เปิดใจ ถามคำตอบคำ จนทำให้ยอดขายตก คู่แข่งแซงหนีไปลิ่ว ฯลฯ ซึ่งสาเหตุอาจไม่ได้มาจากลูกน้องโดยตรง แต่เป็นผลมาจากตัว หัวหน้า เองที่อาจมีพฤติกรรมไม่ดีที่ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของลูกน้องได้ โดย 5 พฤติกรรมที่เราอาจเผลอทำบ่อย ๆ แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำกับลูกน้อง ได้แก่ 1.พูดจาแนะนำ สอนสั่ง โดยไม่ให้เกียรติ “โชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีงานให้ทำในช่วงวิกฤตแบบนี้”, “พี่ขอร้องเถอะนะ ไม่ต้องคิดที่จะทำอะไรเองเลย พี่เป็นหัวหน้า แค่ทำตามที่พี่สั่งก็พอ เข้าใจไหม โอเค้” ฯลฯ ลักษณะคำพูดทำนองนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เพราะลูกน้องของเราก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นเพื่อนร่วมงานของเรา ซึ่งการสอนผู้ใหญ่จะไม่เหมือนกับการสอนลูก สอนเด็ก คนทำงานทุกคนมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนไม่มากก็น้อย พวกเขาต้องการแรงจูงใจ ต้องการประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำตามที่เราแนะนำ  What’s in it for me? ลูกน้องทุกคนต้องการความเคารพ การให้เกียรติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/boss14/">5 พฤติกรรมที่หัวหน้าไม่ควรทำกับลูกน้อง</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หัวหน้า </strong>คืออาชีพของการบริหารคน ที่ต้องบริหารให้ทุกคนในทีมทำผลงานบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ก็จะทำได้ดี เป็นผู้นำที่ได้ทั้งใจคนและได้ผลของงานที่ดีด้วย แต่อย่างไรก็ตามยังคงมี<strong> หัวหน้า</strong>หลาย ๆ คน ที่เผลอน้อยใจว่า ทำไมลูกน้องของตนเองนั้นไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ขี้เกียจ ไม่มีพลัง ไม่เปิดใจ ถามคำตอบคำ จนทำให้ยอดขายตก คู่แข่งแซงหนีไปลิ่ว ฯลฯ</p>
<p>ซึ่งสาเหตุอาจไม่ได้มาจากลูกน้องโดยตรง แต่เป็นผลมาจากตัว <strong>หัวหน้า</strong> เองที่อาจมีพฤติกรรมไม่ดีที่ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของลูกน้องได้ โดย 5 พฤติกรรมที่เราอาจเผลอทำบ่อย ๆ แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำกับลูกน้อง ได้แก่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.พูดจาแนะนำ สอนสั่ง โดยไม่ให้เกียรติ</strong></span></p>
<p>“โชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีงานให้ทำในช่วงวิกฤตแบบนี้”, “พี่ขอร้องเถอะนะ ไม่ต้องคิดที่จะทำอะไรเองเลย พี่เป็น<strong>หัวหน้า </strong>แค่ทำตามที่พี่สั่งก็พอ เข้าใจไหม โอเค้” ฯลฯ ลักษณะคำพูดทำนองนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เพราะลูกน้องของเราก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นเพื่อนร่วมงานของเรา</p>
<p>ซึ่งการสอนผู้ใหญ่จะไม่เหมือนกับการสอนลูก สอนเด็ก คนทำงานทุกคนมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนไม่มากก็น้อย พวกเขาต้องการแรงจูงใจ ต้องการประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำตามที่เราแนะนำ  What’s in it for me? ลูกน้องทุกคนต้องการความเคารพ การให้เกียรติ เช่นเดียวกันกับเรา ซึ่งไม่ใช่ไปยกมือไหว้ หรือยกยอปอปั้นเขา แต่เป็นการให้เกียรติในมุมมองการทำงานของเขา และประสบการณ์การทำงานของเขา</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.ตำหนิลูกน้องต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่น</strong></span></p>
<p>“ทำไมคุณถึงมีปัญหาอยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่เห็นมีปัญหาแบบนี้เลย”, “คุณอยากได้นู่นได้นี่ แต่ผลงานไม่เห็นเคยมีปรากฎเหมือนคนอื่นเลยนะ สักแต่พูดแต่คุณไม่เคยทำได้เลย” ฯลฯ ถ้อยคำตำหนิต่อว่าลูกน้องทำนองนี้ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานและลูกน้องคนอื่น ๆ รวมถึงการเปรียบเทียบว่า คนหนึ่งดีแต่อีกคนไม่ดี เป็นการทำให้คนเสียหน้า เสียใจ เสียความรู้สึก</p>
<p>ซึ่งเป็นสิ่งที่<strong>หัวหน้า</strong>ไม่ควรทำอย่างยิ่ง คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนคือควรเรียกลูกน้องเข้ามาพูดคุยเป็นการส่วนตัว แล้วพูดถึงพฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงของเขาไปเลยว่าทำอะไรผิดพลาด เราอยากให้เขาปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เช่น คุณมาสาย 2 ครั้งสัปดาห์นี้ 8.30 น. และ 9.45 น. ในขณะที่ต้องเข้างาน 8.00 น. ตรง ผมขอให้มาทำงานให้ตรงเวลานะ แล้วเริ่มประชุมตอน 8.15 น. ตามที่เคยตกลงไว้ คุณเป็นคนสำคัญที่จะใส่ความคิดสร้างสรรค์ให้กับทีมงาน คุณทำได้ไหม คิดเห็นอย่างไร</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.ปิดกั้นความคิดเห็นและไอเดียของลูกน้อง</strong></span></p>
<p>หลายครั้ง<strong>หัวหน้า</strong>หลาย ๆ คนก็มักชอบพูดทำนองว่า “ไอ้ที่เสนอมามันก็ดีนะ แต่ว่าก็ลองกันมาหมดแล้ว มันไม่เวิร์ค อย่าเสียเวลาเลย” ฯลฯ ประโยคแบบนี้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่<strong>หัวหน้า</strong>ต้องหยุดพูด  เพราะหน้าที่ของ<strong>หัวหน้า</strong>ที่ดีคือ ต้องพยายามสร้างสรรค์ให้ลูกน้องกล้าพูด กล้านำเสนอ “Encourage People to bring their brain to work.”</p>
<p>ต้องสนับสนุนให้ทุกคนใช้สมองในการทำงาน ไม่ใช่<strong>หัวหน้า</strong>เก็บเอาไว้คิดคนเดียว ทำทุกอย่างคนเดียว เอา Task List เอางานกลับไปทำที่บ้านคนเดียวจนเหนื่อยท้อ <strong>หัวหน้า</strong>ที่ดีจะต้องสนับสนุนให้ทุกคนทำงาน เพื่อให้เขาเติบโต เพราะเขาเองก็สามารถทำได้ดี และอยากทำให้ดีที่สุดในอาชีพของเขาด้วยเหมือนกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.ทำให้ความผิดของพนักงานส่วนน้อย กระทบกับบรรยากาศการทำงานโดยภาพรวม</strong></span></p>
<p>เช่นในกรณีแค่เรื่องมาสายของลูกน้องคนเดียว แต่เราโกรธมาก เพราะรู้สึกว่าเขาไม่รับผิดชอบ เห็นแก่ตัว จึงออกคำสั่งกับลูกน้องทุกคนว่า “การมาสายเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต่อไปนี้ทุกคนต้องมาทำงานให้ตรงเวลา ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง” พร้อมกับส่งอีเมลกำชับให้ทราบโดยทั่วกัน การกระทำลักษณะนี้ของ<strong>หัวหน้า</strong> ถือเป็นการเอาความผิดเล็ก ๆ ของคน ๆ เดียวมาเหมารวมทุกคน ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เอาความผิดของคน 1 คนมาทำลายขวัญ กำลังใจ และบรรยากาศในการทำงานจนหมดสิ้น</p>
<p>ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับลูกน้องทุกคนเป็นวงกว้าง เวลาที่เราต้องการจะปลุกใจคน ดึงพลังของคนขึ้นมา บรรยากาศถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เราบังคับให้ม้ากินน้ำไม่ได้ แต่เราจูงม้าไปที่แม่น้ำ และสร้างบรรยากาศให้ม้าอยากกินน้ำได้ ด้วยการทำให้เห็นม้าตัวอื่นกินน้ำ กินน้ำแล้วมีความสุข จนเกิดความอยากกินตามไปด้วย เพราะฉะนั้น หน้าที่ของ<strong>หัวหน้า</strong>จึงต้องพึงระวังคำพูด รวมถึงท่าทางและน้ำเสียงของตัวเอง เพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีในการทำงานเอาไว้ให้ได้ รักษาขวัญและกำลังใจของลูกน้องเอาไว้ให้ได้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.กล่าวคำชมเชยแบบไม่เฉพาะเจาะจง</strong></span></p>
<p>บางครั้ง<strong>หัวหน้า</strong>ก็อยากสวมบทบาทเป็นนางฟ้าที่คอยชื่นชมให้กำลังใจพนักงาน แต่คำชมของเราบางทีก็กว้างเกินไป ไม่เฉพาะเจาะจง จนบางครั้งลูกน้องรู้สึกว่า “<strong>หัวหน้า</strong>เสแสร้ง” เช่น Oh! Nice job everybody, today you did a good job. “วันนี้ทุกคนทำดีมาก โอ้ ประเสริฐ ยอดเยี่ยม” คำชมทำนองนี้มีลักษณะกว้างเกินไป ควรปรับให้มีความเฉพาะเจาะจงลงไปเลย เช่น วันนี้ตอนที่น้องแก้ปัญหาให้ลูกค้า น้องใช้เทคนิคการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงประเด็น น้องใช้น้ำเสียงไพเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส พี่ขอบคุณมากนะคะ เป็นต้น</p>
<p>การกล่าวคำชมแบบเฉพาะเจาะจงพฤติกรรม จะทำให้เกิดการทำซ้ำแล้วซ้ำอีกในวิธีการทำงานที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เวลาที่<strong>หัวหน้า</strong>สั่งงาน ก็ควรสั่งให้ชัดเจน เพราะบางทีเราก็โมโหเพราะความไม่ชัดเจนของเราเอง เช่น ส่งงานพี่พรุ่งนี้เช้านะทุกคน พรุ่งนี้เช้าต้องได้งานทันที แต่คำว่าพรุ่งนี้เช้าก็ไม่ชัดเจนว่าคือกี่โมง พอ 9 โมงเช้าไม่มีใครมาส่งงานที่โต๊ะเราก็หงุดหงิดโมโห ทั้งที่จริง ๆ แล้ว 10 โมง หรือ 11 โมง ก็ยังถือว่าเช้าได้อยู่ ดังนั้น ในการสั่งงานของ<strong>หัวหน้า</strong> จึงควรระบุให้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด เช่น ส่งงานพร้อมกันที่โต๊ะพรุ่งนี้เช้า ก่อน 8.00 น. เป็นต้น</p>
<p>ลูกน้องจะทำงานได้ดีแค่ไหน ดึงเอาศักยภาพของตัวเองออกมาสร้างผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด <strong>หัวหน้า</strong>ถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยเป็นได้ทั้งคนที่คอยส่งเสริมและคอยบั่นทอนในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าดูแล แนะนำ และปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างเหมาะสมหรือไม่ ดังนั้น ในทุก ๆ สถานการณ์ของการทำงาน <strong>หัวหน้า</strong>จึงมีหน้าที่เสริมสร้างพลังให้กับทีมลูกน้องทุกคน โดยต้องคอยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่ดีที่จะส่งผลเสียบั่นทอนไฟและกำลังใจในการทำงานของลูกน้องให้ได้มากที่สุด</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/boss14/">5 พฤติกรรมที่หัวหน้าไม่ควรทำกับลูกน้อง</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/boss14/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>VDO Resume ตัวช่วยเพิ่มสเน่ห์โดดเด่น ให้การสมัครงานยุคโควิด</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resume/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resume/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2021 06:40:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Resume]]></category>
		<category><![CDATA[VDO Resume]]></category>
		<category><![CDATA[การสมัครงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกจ้าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=269</guid>

					<description><![CDATA[<p>Resume ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครงานถูกเรียกสัมภาษณ์ได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน VDO Resume เป็นรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการสมัครงานอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในบริษัทต่างชาติ เพราะมีความแตกต่างสามารถดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้สัมภาษณ์ตั้งตารอคอยดูว่าผู้สมัครจะนำเสนออะไร จะมามุกไหน โดยหลักการสำคัญในการทำ VDO Resume ให้โดดเด่น มีสเน่ห์ดึงดูดและน่าสนใจนั้น มีแนวทางง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ 1.VDO สั้นกระชับ ภาพและเสียงมีคุณภาพ VDO Resume ที่ดี ไม่ควรยาวเกินไป ประมาณ 4-5 นาทีถือว่ากำลังเหมาะสม นอกจากนั้นในเรื่องคุณภาพเสียงก็ควรใช้ไมโครโฟน เพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน ฟังแล้วไม่น่าเบื่อ การจัดแสงต้องใส่ใจให้ภาพที่ออกมาเห็นหน้าเราคมชัด ฉากหลังควรเลือกที่ใช่ให้เหมาะกับตำแหน่งงานที่สมัครและสะท้อนตัวตัวของเรา เช่น หากสมัครงานในตำแหน่งที่เกี่ยวกับเรื่องราววิชาการ ก็อาจใช้หนังสือมาเป็นฉากหลัง หรืออาจใช้สิ่งที่เราชอบ ที่เป็นงานอดิเรกของเราก็ได้ เพื่อสื่อถึงความเป็นตัวแทนเราออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด 2.เริ่มต้นให้น่าสนใจ ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เริ่มแรกเลยเราอาจบอกเสียหน่อยว่า เห็นประกาศหรือโฆษณาสมัครงานนี้มาจากไหน เพื่อทำให้บริษัทรู้สึกคุ้มค่าที่ลงทุนลงแรงประกาศไปนั้นไม่เสียเปล่า ได้รับการตอบสนอง และอาจพูดถึงการมี Resume แบบปกติจำนวนมาก จึงคิดว่า VDO Resume จะช่วยให้การคัดเลือกผู้สมัครมีความน่าตื่นเต้นมากขึ้นได้ ซึ่งการเริ่มต้นแบบนี้ คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความรู้สึกดี จากนั้นจึงค่อยเชื่อมโยงมาสู่ตัวเราว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resume/">VDO Resume ตัวช่วยเพิ่มสเน่ห์โดดเด่น ให้การสมัครงานยุคโควิด</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Resume ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครงานถูกเรียกสัมภาษณ์ได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน <strong>VDO Resume</strong> เป็นรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการสมัครงานอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในบริษัทต่างชาติ เพราะมีความแตกต่างสามารถดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้สัมภาษณ์ตั้งตารอคอยดูว่าผู้สมัครจะนำเสนออะไร จะมามุกไหน โดยหลักการสำคัญในการทำ <strong>VDO Resume</strong> ให้โดดเด่น มีสเน่ห์ดึงดูดและน่าสนใจนั้น มีแนวทางง่าย ๆ ดังต่อไปนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.VDO สั้นกระชับ ภาพและเสียงมีคุณภาพ</strong></span></p>
<p><strong>VDO Resume</strong> ที่ดี ไม่ควรยาวเกินไป ประมาณ 4-5 นาทีถือว่ากำลังเหมาะสม นอกจากนั้นในเรื่องคุณภาพเสียงก็ควรใช้ไมโครโฟน เพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน ฟังแล้วไม่น่าเบื่อ การจัดแสงต้องใส่ใจให้ภาพที่ออกมาเห็นหน้าเราคมชัด ฉากหลังควรเลือกที่ใช่ให้เหมาะกับตำแหน่งงานที่สมัครและสะท้อนตัวตัวของเรา เช่น หากสมัครงานในตำแหน่งที่เกี่ยวกับเรื่องราววิชาการ ก็อาจใช้หนังสือมาเป็นฉากหลัง หรืออาจใช้สิ่งที่เราชอบ ที่เป็นงานอดิเรกของเราก็ได้ เพื่อสื่อถึงความเป็นตัวแทนเราออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.เริ่มต้นให้น่าสนใจ ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา</strong></span></p>
<p>เริ่มแรกเลยเราอาจบอกเสียหน่อยว่า เห็นประกาศหรือโฆษณาสมัครงานนี้มาจากไหน เพื่อทำให้บริษัทรู้สึกคุ้มค่าที่ลงทุนลงแรงประกาศไปนั้นไม่เสียเปล่า ได้รับการตอบสนอง และอาจพูดถึงการมี Resume แบบปกติจำนวนมาก จึงคิดว่า <strong>VDO Resume</strong> จะช่วยให้การคัดเลือกผู้สมัครมีความน่าตื่นเต้นมากขึ้นได้ ซึ่งการเริ่มต้นแบบนี้ คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความรู้สึกดี จากนั้นจึงค่อยเชื่อมโยงมาสู่ตัวเราว่า ประกาศหางานที่เห็นนั้น เหมาะกับเราอย่างไร สรุปออกมาเป็นภาษาของเราเองให้ได้ว่า เราเคยทำอะไรมาบ้างแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เห็นว่าเราใช่กับตำแหน่งงานที่สมัคร</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.แสดงให้เห็นว่าเราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร</strong></span></p>
<p>เวลาที่พูดถึงเรื่องตำแหน่งงาน จำเป็นจะต้องนึกถึงผลประโยชน์ที่บริษัทจะได้จากการจ้างเราเสมอ และแสดงออกไปให้เห็นแบบชัดเจนว่า เราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร เรามีดีอะไรในมุมที่เฉพาะเจาะจง ทั้งนี้ เราต้องยอมรับสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเราด้วย ตอบออกไปด้วยความจริงใจ เช่น ตำแหน่งงานที่สมัครต้องการประสบการณ์ 10 ปี แต่เรามีประสบการณ์ไม่ถึง ก็ให้ตอบไปตามตรง</p>
<p>แต่เพิ่มเติมให้เห็นว่า เรามีความพยายาม มีความตั้งใจ ที่จะเรียนรู้ ยกตัวอย่างให้เห็นถึงความพยายาม ความตั้งใจของเราที่ผ่านมาในอดีตมาประกอบ เพื่อเป็นการโน้มน้าวด้วยเหตุผล หลังจากนั้นก็อาจแชร์งานอดิเรกของเราเพิ่มเติม เพื่อเสริมความแตกต่างให้โดดเด่น เช่น ถ้าเราชอบโยคะ หรือชกมวย ก็อาจแสดงท่าทางประกอบ หรือโชว์พร็อพอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เห็นชัดเจน จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.ปิดจบให้ดี ให้มีคุณค่า</strong></span></p>
<p>ตอนท้ายของคลิปถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่เราต้องปิดจบให้ดี ให้มีคุณค่าน่าจดจำ ประโยคสุดท้ายก่อนจากลาควรสร้างให้มีพลัง ตอกย้ำให้ได้ว่าเราเป็นคนที่ใช่ พร้อมทั้งควรบอกด้วยว่าสามารถติดต่อเราได้อย่างไร เขียนเป็นลิงค์แนบไปเลยใน VDO ก็ได้ พร้อมบอกเบอร์โทรศัพท์ บอกช่วงเวลาที่สะดวกให้ติดต่อ พยายามทำให้รู้สึกว่าการติดต่อเราเป็นเรื่องง่ายที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการติดต่อได้มากขึ้น</p>
<p>Resume ที่ดีที่โอเคนั้น บางทีก็ไม่โดดเด่นเพียงพอให้เอาชนะคู่แข่งได้ เมื่ออยู่ท่ามกลางตัวเลือก 200-300 Resume เราจึงต้องทำมากกว่า พยายามให้เหนือกว่าเพื่อสิ่งที่เราต้องการ ซึ่ง <strong>VDO Resume</strong> คือหนึ่งในวิธีที่ตอบโจทย์ที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงโควิดนี้ที่เปิดโอกาสให้เราได้ทำงานกับบริษัทต่างชาติได้ง่ายขึ้น ในรูปแบบของการทำงานออนไลน์ และ Work From Home</p>
<p>แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทำ <strong>VDO Resume</strong> กับทุกตำแหน่งงานที่สมัคร แต่ควรเลือกประเภทงานที่ใช่ที่เราอยากได้ที่สุดจริง ๆ เพราะ <strong>VDO Resume</strong> จะทำให้เราดูโดดเด่นขึ้นมากเหนือคู่แข่ง และเพิ่มโอกาสให้เราได้รับการเรียกสัมภาษณ์ได้มากขึ้น</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resume/">VDO Resume ตัวช่วยเพิ่มสเน่ห์โดดเด่น ให้การสมัครงานยุคโควิด</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resume/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 เทคนิคขอขึ้นเงินเดือน เจรจาอย่างไรให้สำเร็จ</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/money/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/money/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Jul 2021 12:14:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การเจรจา]]></category>
		<category><![CDATA[ขึ้นเงินเดือน]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[เงินเดือน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=207</guid>

					<description><![CDATA[<p>สำหรับพนักงานออฟฟิศแล้ว การได้ เงินเดือน เพิ่มขึ้นคือหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของชีวิต แต่ทุกคนก็ทราบดีว่าถ้าเอ่ยปากขอขึ้น เงินเดือน กับหัวหน้า โอกาสล้มเหลวนั้นมีมากกว่าโอกาสสำเร็จหลายเท่า แต่ถึงจะมีโอกาสน้อย ก็เป็นไปได้เสมอ ถ้าเรารู้วิธีที่จะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการเจรจาต่อรองขอขึ้น เงินเดือน ซึ่งมี 7 เทคนิคง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ 1.เรามีดีอะไร หาให้เจอก่อน เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการขอขึ้นเงินเดือน เพราะเราต้องนำคุณค่าความดีของเรายื่นเสนอไปเป็น “เหตุผล” ที่เหมาะสมกับการอนุมัติ โดยต้องหาให้เจอก่อนว่า ความดีของเราคืออะไร เช่น เพิ่มกำไรให้บริษัทได้เท่าไร ลดค่าใช้จ่ายของบริษัทได้มากเพียงใด มีผลงานโดดเด่นแค่ไหนที่ส่งผลดีต่อบริษัท หรือช่วยประหยัดเวลาทำงานให้กับบริษัทได้มากน้อยแค่ไหน 2.เสนอความดีของเราให้เห็นเป็นหลักการที่ชัดเจน การเจรจาขอขึ้นเงินเดือนต้องไม่ใช้ความรู้สึก เราจะไม่บอกว่าเราทำงานมานาน ทำงานหนัก รู้สึกเหนื่อยมาก จึงอยากขอขึ้นเงินเดือนเพิ่ม แต่เราควรแสดงให้หัวหน้าเห็นถึง “ความดีของเราที่มีต่อบริษัท” ด้วยหลักการที่ชัดเจนที่สุด เช่น เราทำกำไรให้บริษัทได้เท่าไร นำข้อมูลสถิติตัวเลขมาแสดงให้เห็นชัดเจน เพื่อตอกย้ำถึงความดีและคุณค่าของเรา 3.รู้จักใช้คำพูดและเลือกพูดขอในเวลาที่เหมาะสม การแจ้งขอขึ้นเงินเดือน ควรทำเป็นวาระ ขอเวลาส่วนตัวเพื่อปรึกษากับหัวหน้าแบบเป็นทางการ เพื่อให้เราเตรียมตัวได้พร้อม ทั้งนี้ ในการเลือกใช้คำ ไม่ควรพูดตรงเกินไปเช่น “อยากขอขึ้นเงินเดือน” หรือ “ต้องการขอขึ้นเงินเดือน” เพราะอาจแสดงถึงความก้าวร้าวเกินไป [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/money/">7 เทคนิคขอขึ้นเงินเดือน เจรจาอย่างไรให้สำเร็จ</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สำหรับพนักงานออฟฟิศแล้ว การได้ <strong>เงินเดือน </strong>เพิ่มขึ้นคือหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของชีวิต แต่ทุกคนก็ทราบดีว่าถ้าเอ่ยปากขอขึ้น <strong>เงินเดือน </strong>กับหัวหน้า โอกาสล้มเหลวนั้นมีมากกว่าโอกาสสำเร็จหลายเท่า แต่ถึงจะมีโอกาสน้อย ก็เป็นไปได้เสมอ ถ้าเรารู้วิธีที่จะช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในการเจรจาต่อรองขอขึ้น<strong> เงินเดือน</strong> ซึ่งมี 7 เทคนิคง่าย ๆ ดังต่อไปนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.เรามีดีอะไร หาให้เจอก่อน</strong></span></p>
<p>เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการขอขึ้น<strong>เงินเดือน</strong> เพราะเราต้องนำคุณค่าความดีของเรายื่นเสนอไปเป็น “เหตุผล” ที่เหมาะสมกับการอนุมัติ โดยต้องหาให้เจอก่อนว่า ความดีของเราคืออะไร เช่น เพิ่มกำไรให้บริษัทได้เท่าไร ลดค่าใช้จ่ายของบริษัทได้มากเพียงใด มีผลงานโดดเด่นแค่ไหนที่ส่งผลดีต่อบริษัท หรือช่วยประหยัดเวลาทำงานให้กับบริษัทได้มากน้อยแค่ไหน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.เสนอความดีของเราให้เห็นเป็นหลักการที่ชัดเจน</strong></span></p>
<p>การเจรจาขอขึ้น<strong>เงินเดือน</strong>ต้องไม่ใช้ความรู้สึก เราจะไม่บอกว่าเราทำงานมานาน ทำงานหนัก รู้สึกเหนื่อยมาก จึงอยากขอขึ้น<strong>เงินเดือน</strong>เพิ่ม แต่เราควรแสดงให้หัวหน้าเห็นถึง “ความดีของเราที่มีต่อบริษัท” ด้วยหลักการที่ชัดเจนที่สุด เช่น เราทำกำไรให้บริษัทได้เท่าไร นำข้อมูลสถิติตัวเลขมาแสดงให้เห็นชัดเจน เพื่อตอกย้ำถึงความดีและคุณค่าของเรา</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.รู้จักใช้คำพูดและเลือกพูดขอในเวลาที่เหมาะสม</strong></span></p>
<p>การแจ้งขอขึ้น<strong>เงินเดือน</strong> ควรทำเป็นวาระ ขอเวลาส่วนตัวเพื่อปรึกษากับหัวหน้าแบบเป็นทางการ เพื่อให้เราเตรียมตัวได้พร้อม ทั้งนี้ ในการเลือกใช้คำ ไม่ควรพูดตรงเกินไปเช่น “อยากขอขึ้น<strong>เงินเดือน</strong>” หรือ “ต้องการขอขึ้น<strong>เงินเดือน</strong>” เพราะอาจแสดงถึงความก้าวร้าวเกินไป แต่ให้ใช้คำที่ดูผ่อนคลายลงแต่มีความหมายในทำนองเดียวกัน เช่น ขอปรึกษาเรื่องการพิจารณาปรับ<strong>เงินเดือน</strong> ขอคำแนะนำเรื่องการพิจารณาปรับ<strong>เงินเดือน</strong> เป็นต้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.แสดงให้ทุกคนรับรู้ว่าเรามีคุณค่า</strong></span></p>
<p>การบอกว่าเรามีดี ทำให้เห็นถึงคุณค่าที่ผ่านมา แต่การบอกว่าในอนาคตข้างหน้าเราจะแก้ปัญหา จะทำอะไรให้เกิดขึ้นอีกบ้าง คือการแสดงให้เห็นว่าเรามีคุณค่าอย่างแท้จริง ดังนั้น การที่เรามีแผนงานเสนอว่าเราจะทำอะไรให้บริษัท จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาแค่ไหน ด้วยวิธีการอย่างไร จะช่วยทำให้หัวหน้าเห็นคุณค่าของเราได้อย่างชัดเจนมากขึ้น</p>
<p>หรือแม้กระทั่งการขอคำแนะนำว่าเราควรทำอย่างไรดี เพื่อช่วยบริษัทให้ได้มากกว่านี้ ก็เป็นสิ่งสะท้อนถึงความตั้งใจที่เรามีต่อบริษัท และทำให้รู้สึกได้ว่า เราเป็นคนที่มีคุณค่าต่อบริษัทได้เช่นกัน เพราะเราพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อให้บริษัทเติบโตขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.ระบุตัวเลขเงินเดือนที่อยากได้ให้ชัด</strong></span></p>
<p>เวลาขอขึ้น<strong>เงินเดือน</strong> ไม่ควรขอเป็นช่วง เช่น 5,000 – 10,000 บาท เพราะผู้ฟังจะโฟกัสที่ตัวเลขต่ำสุด ทำให้หากสำเร็จเราก็จะได้เรทที่น้อยที่สุด ดังนั้น ให้แจ้งตัวเลขชัดเจนไปเลยว่าอยากได้เท่าไร เช่น 10,000 บาท หากถูกต่อรองเหลือ 8,000 บาท เราก็ยังได้มากกว่าเรทขั้นต่ำที่เป็นช่วง โดยตัวเลขที่แจ้งไปนั้น ควรเป็นตัวเลขที่ประเมินไว้แล้วว่า ถ้าถูกต่อรองลงมา 10-20% ก็ยังพอใจ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6.สำรวจตลาดเงินเดือนตำแหน่งงานก่อน</strong></span></p>
<p>เพื่อให้การเจรจาขอขึ้น<strong>เงินเดือน</strong>นั้นสมเหตุสมผลและเป็นไปได้ เราต้องดูก่อนด้วยว่า ตำแหน่งงานเรานั้น มีระดับ<strong>เงินเดือน</strong>อยู่ที่ประมาณเท่าไร และที่เราได้อยู่นั้น ห่างจากเพดาน<strong>เงินเดือนสู</strong>งสุดแค่ไหน ถ้าที่ได้อยู่สูงชนเพดานแล้ว การขอ<strong>เงินเดือน</strong>เพิ่มก็เป็นไปได้ยาก แต่จะเป็นไปได้คือ เราต้องขยับตำแหน่งตัวเองให้สูงขึ้นด้วย ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เราก็ต้องวางแผนเพื่อนำเสนอตัวเองว่า เราคู่ควรกับการขยับตำแหน่งขึ้นพร้อมกับเรท<strong>เงินเดือน</strong>ที่ต้องการหรือไม่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>7.พูดคุยต่อหน้าอย่าคุยผ่านแชทหรืออีเมล</strong></span></p>
<p>การใช้อีเมล หรือการส่งข้อความเพื่อขอขึ้น<strong>เงินเดือน </strong>อาจทำให้หัวหน้ารู้สึกว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว และเราก้าวร้าว เพราะไม่เห็นหน้า ไม่เห็นความตั้งใจ ไม่เห็นภาษากายของเรา รวมถึงยังไม่ได้รับทราบข้อมูลอื่น ๆ ประกอบด้วย ดังนั้นจึงควรขอเข้าพบหรือปรึกษาออนไลน์เป็นการส่วนตัวมากกว่า เพื่อให้หัวหน้าได้สัมผัสกับความจริงใจ มุ่งมั่นตั้งใจของเราอย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีโอกาสได้เสนอข้อมูลต่าง ๆ อย่างเต็มรูปแบบในการพิจารณาด้วย</p>
<p>การเจรจาขอขึ้นเงินเดือนไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือเรื่องห้ามทำ ทุกคนสามารถทำได้ และมีโอกาสสำเร็จได้ หากทำอย่างถูกต้องเหมาะสม ทำให้เห็นว่าเราสำคัญ มีคุณค่าต่อองค์กรจริง ๆ ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องไม่ใช้อารมณ์ ไม่เอาความรู้สึกเหนื่อย ความรู้สึกคุ้มค่าเป็นตัวตั้ง แต่ต้องใช้เหตุผลว่า เรามีคุณค่าต่อบริษัทอย่างไร เหมาะสมคู่ควรกับเงินเดือนที่ขอเพิ่มขึ้นอย่างไร ถ้าตั้งตั้นด้วยข้อเท็จจริงที่ถูกต้องแล้ว โอกาสสำเร็จก็จะมีมากขึ้น</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/money/">7 เทคนิคขอขึ้นเงินเดือน เจรจาอย่างไรให้สำเร็จ</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/money/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
