<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผู้ประกอบการ Archives - Panjit Consulting</title>
	<atom:link href="https://panjitconsulting.com/tag/%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://panjitconsulting.com/tag/ผู้ประกอบการ/</link>
	<description>LIVE LIFE INSPIRED , HELP PEOPLE EXCEL</description>
	<lastBuildDate>Thu, 07 Oct 2021 11:12:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.2</generator>

<image>
	<url>https://panjitconsulting.com/wp-content/uploads/2021/07/cropped-Presentation17-removebg-e1629180822527-32x32.png</url>
	<title>ผู้ประกอบการ Archives - Panjit Consulting</title>
	<link>https://panjitconsulting.com/tag/ผู้ประกอบการ/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>8 ข้อคิดในการบริหารองค์กรและธุรกิจสู่ความสำเร็จ</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/organization/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/organization/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2021 11:12:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=969</guid>

					<description><![CDATA[<p>1.เสริมสร้างความภูมิใจที่ได้ทำงานกับองค์กร เพราะเมื่อพนักงานมีความพอใจ มีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาก็จะภูมิใจที่ได้ทำงานกับเรา ให้ความร่วมมือและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.สื่อสารชัดเจนทั่วถึงในทุกระดับชั้น องค์กรจะขับเคลื่อนอย่างมีพลังไปในทิศทางเดียวกันได้ ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งจากผู้บริหารถึงพนักงานและจากพนักงานถึงผู้บริหาร โดยเราต้องสื่อสารจากผู้บริหารระดับสูง แล้วต่อเนื่องไปตามลำดับ มีการประชุมพนักงาน มีสื่อและช่องทางการสื่อสารที่ทำให้ทุกคนทราบเรื่องโดยทั่วถึงพร้อมกัน  3.ต้องรู้ว่าควรดูแลพนักงานอย่างไร เรื่องของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญมาก บริษัทต้องรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ให้พนักงานรู้สึกดีที่ได้ทำงานกับเราในทุกวัน และสิ่งสำคัญคือ การให้อำนาจและความไว้วางใจกับพนักงาน เมื่อสอนงานพนักงานแล้ว และให้เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานแล้ว ไม่ควรบอกให้พนักงานทำตามที่เราต้องการ เพราะจะเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ 4.วัฒนธรรมองค์กรเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ วัฒนธรรมองค์กรที่แต่ละบริษัทสร้างขึ้น จะเป็นสิ่งที่พนักงานใช้เป็นหลักในการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันรักษาไว้ โดยวัฒนธรรมองค์กรที่ดีต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริง เห็นผลจริง เพื่อให้ทุกคนเกิดความเชื่อมั่น และปฏิบัติตามโดยพร้อมเพรียงกัน จนเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนที่มหาศาล 5.ทำดีได้ดี ทำไม่ดีต้องได้รับโทษ การทำงานในบริษัท องค์กรต้องแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าอะไรถูกอะไรผิด คนไหนทำไม่ดีต้องได้รับโทษ ส่วนใครทำดีก็ได้รางวัลไม่มีข้อยกเว้นเรื่องตำแหน่ง ฐานะ เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจ ที่จะทำดีและปฏิบัติตนเป็นพนักงานที่ดีขององค์กร 6.สนับสนุนให้พนักงานเติบโตก้าวหน้า การฝึกอบรมพนักงานมีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อพนักงานเก่งขึ้น เติบโตขึ้น รู้สึกว่าตัวเองสำเร็จ ก็จะทุ่มเททำให้องค์กรประสบความสำเร็จตามไปด้วย 7.รู้จักจุดเด่นของคนทำงาน ไม่มีใครรู้ปัญหาขององค์กรได้ดีกว่าพนักงาน ดังนั้น บริษัทจึงต้องฟังเสียงของคนทำงานและรู้จักจุดเด่นของพนักงานแต่ละคน เพื่อเสริมจุดเด่นของพวกเขา และให้เขารับหน้าที่สำคัญในจุดที่ถนัดที่สุด 8.ทำให้ทุกคนรู้เป้าหมายของตัวเอง โดยธรรมชาติแล้ว คนเราต้องการทำเป้าหมายให้สำเร็จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/organization/">8 ข้อคิดในการบริหารองค์กรและธุรกิจสู่ความสำเร็จ</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.</strong><strong>เสริมสร้างความภูมิใจ</strong><strong>ที่ได้ทำงานกับองค์กร</strong></span></p>
<p>เพราะเมื่อพนักงานมีความพอใจ มีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาก็จะภูมิใจที่ได้ทำงานกับเรา ให้ความร่วมมือและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.</strong><strong>สื่อสารชัดเจนทั่วถึงในทุกระดับชั้น</strong></span></p>
<p><strong>องค์กร</strong>จะขับเคลื่อนอย่างมีพลังไปในทิศทางเดียวกันได้ ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งจากผู้บริหารถึงพนักงานและจากพนักงานถึงผู้บริหาร โดยเราต้องสื่อสารจากผู้บริหารระดับสูง แล้วต่อเนื่องไปตามลำดับ มีการประชุมพนักงาน มีสื่อและช่องทางการสื่อสารที่ทำให้ทุกคนทราบเรื่องโดยทั่วถึงพร้อมกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"> <strong>3.</strong><strong>ต้องรู้ว่าควรดูแลพนักงานอย่างไร</strong></span></p>
<p>เรื่องของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญมาก บริษัทต้องรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ให้พนักงานรู้สึกดีที่ได้ทำงานกับเราในทุกวัน และสิ่งสำคัญคือ การให้อำนาจและความไว้วางใจกับพนักงาน เมื่อสอนงานพนักงานแล้ว และให้เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานแล้ว ไม่ควรบอกให้พนักงานทำตามที่เราต้องการ เพราะจะเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.</strong><strong>วัฒนธรรมองค์กร</strong><strong>เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ</strong></span></p>
<p>วัฒนธรรม<strong>องค์กร</strong>ที่แต่ละบริษัทสร้างขึ้น จะเป็นสิ่งที่พนักงานใช้เป็นหลักในการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันรักษาไว้ โดยวัฒนธรรม<strong>องค์กร</strong>ที่ดีต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริง เห็นผลจริง เพื่อให้ทุกคนเกิดความเชื่อมั่น และปฏิบัติตามโดยพร้อมเพรียงกัน จนเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนที่มหาศาล</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.</strong><strong>ทำดีได้ดี ทำไม่ดีต้องได้รับโทษ</strong></span></p>
<p>การทำงานในบริษัท <strong>องค์กร</strong>ต้องแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าอะไรถูกอะไรผิด คนไหนทำไม่ดีต้องได้รับโทษ ส่วนใครทำดีก็ได้รางวัลไม่มีข้อยกเว้นเรื่องตำแหน่ง ฐานะ เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจ ที่จะทำดีและปฏิบัติตนเป็นพนักงานที่ดีของ<strong>องค์กร</strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6.</strong><strong>สนับสนุนให้พนักงานเติบโตก้าวหน้า</strong></span></p>
<p>การฝึกอบรมพนักงานมีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้<strong>องค์กร</strong>ประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อพนักงานเก่งขึ้น เติบโตขึ้น รู้สึกว่าตัวเองสำเร็จ ก็จะทุ่มเททำให้<strong>องค์กร</strong>ประสบความสำเร็จตามไปด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>7.</strong><strong>รู้จักจุดเด่นของคนทำงาน</strong></span></p>
<p>ไม่มีใครรู้ปัญหาของ<strong>องค์กร</strong>ได้ดีกว่าพนักงาน ดังนั้น บริษัทจึงต้องฟังเสียงของคนทำงานและรู้จักจุดเด่นของพนักงานแต่ละคน เพื่อเสริมจุดเด่นของพวกเขา และให้เขารับหน้าที่สำคัญในจุดที่ถนัดที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>8.</strong><strong>ทำให้ทุกคนรู้เป้าหมายของตัวเอง</strong></span></p>
<p>โดยธรรมชาติแล้ว คนเราต้องการทำเป้าหมายให้สำเร็จ คนที่ไม่พยายาม อาจไม่ได้หมายความว่าเขาแย่ แต่เขาอาจแค่ยังไม่รู้เป้าหมายของตัวเองเท่านั้น ดังนั้น บริษัทจึงควรทำให้พนักงานทุกคนรู้เป้าหมายของตัวเอง เพื่อให้เขาเกิดพลังกายใจในการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/organization/">8 ข้อคิดในการบริหารองค์กรและธุรกิจสู่ความสำเร็จ</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/organization/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Check List ก่อนลาออกจากงาน เพื่อทะยานสู่ชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resign30/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resign30/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2021 11:12:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=971</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยาก ลาออก จากงาน แล้วต้องมาเสี่ยงเริ่มต้นใหม่กับการเดินทางที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมั่นคงได้มากแค่ไหน แต่หากสุดท้ายเราพิจารณาแล้วอย่างมั่นใจว่างานที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่ การตัดสินใจ ลาออก ก็เป็นทางออกที่ควรทำ เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เราก้าวหน้าไปสู่จุดหมายที่ฝันไว้ โดยเพื่อให้การตัดสินใจ ลาออก จากงานของเรานำไปสู่การเริ่มต้นที่ดีกว่าเดิมได้ย่างแท้จริง มีสิ่งสำคัญที่ต้อง Check List ตรวจสอบเตรียมพร้อมให้ดีก่อน ดังต่อไปนี้ 1.มีเงินสำรองเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการลาออกด้วยเหตุผลใด เราต้องมั่นใจเสียก่อนว่า เรามีเงินสำรองเพียงพออย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อใช้ดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะหากเรามีลูก มีครอบครัวที่ต้องดูแล มีภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ ต้องรับผิดชอบ ยิ่งต้องวางแผนการเงินก่อนลาออกให้รอบคอบชัดเจน ต้องดูว่ารายจ่ายจำเป็นของเรามีอะไรบ้างเป็นจำนวนเงินเท่าไรต่อเดือน และรายได้ประจำของเราหลังหักภาษีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เพียงพอหรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม และเงินสะสมอื่น ๆ ด้วยว่าเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง สามารถเบิกถอนได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องของประกันสังคม ก็จำเป็นต้องศึกษาให้ดีก่อนลาออกด้วย เพราะการลาออก กับ ถูกให้ออก มีเงื่อนไขของผลประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างกัน 2.ตรวจสอบสัญญาจ้างให้ดี ก่อนลาออกจากงานควรตรวจสอบสัญญาจ้างให้รอบครอบอีกครั้ง เพราะบางครั้งสัญญาจ้างของเราอาจมีระบุไว้ด้วยว่า “ห้ามทำงานกับคู่ค้าคู่แข่ง” [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign30/">Check List ก่อนลาออกจากงาน เพื่อทะยานสู่ชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยาก<strong> ลาออก </strong>จากงาน แล้วต้องมาเสี่ยงเริ่มต้นใหม่กับการเดินทางที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมั่นคงได้มากแค่ไหน แต่หากสุดท้ายเราพิจารณาแล้วอย่างมั่นใจว่างานที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่ การตัดสินใจ <strong>ลาออก </strong>ก็เป็นทางออกที่ควรทำ เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เราก้าวหน้าไปสู่จุดหมายที่ฝันไว้</p>
<p>โดยเพื่อให้การตัดสินใจ<strong> ลาออก</strong> จากงานของเรานำไปสู่การเริ่มต้นที่ดีกว่าเดิมได้ย่างแท้จริง มีสิ่งสำคัญที่ต้อง Check List ตรวจสอบเตรียมพร้อมให้ดีก่อน ดังต่อไปนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.มีเงินสำรองเพียงพอ</strong></span></p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการ<strong>ลาออก</strong>ด้วยเหตุผลใด เราต้องมั่นใจเสียก่อนว่า เรามีเงินสำรองเพียงพออย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อใช้ดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะหากเรามีลูก มีครอบครัวที่ต้องดูแล มีภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ ต้องรับผิดชอบ ยิ่งต้องวางแผนการเงินก่อน<strong>ลาออก</strong>ให้รอบคอบชัดเจน ต้องดูว่ารายจ่ายจำเป็นของเรามีอะไรบ้างเป็นจำนวนเงินเท่าไรต่อเดือน และรายได้ประจำของเราหลังหักภาษีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เพียงพอหรือไม่</p>
<p>ตลอดจนตรวจสอบเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม และเงินสะสมอื่น ๆ ด้วยว่าเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง สามารถเบิกถอนได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องของประกันสังคม ก็จำเป็นต้องศึกษาให้ดีก่อน<strong>ลาออก</strong>ด้วย เพราะการ<strong>ลาออก</strong> กับ ถูกให้ออก มีเงื่อนไขของผลประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.ตรวจสอบสัญญาจ้างให้ดี</strong></span></p>
<p>ก่อน<strong>ลาออก</strong>จากงานควรตรวจสอบสัญญาจ้างให้รอบครอบอีกครั้ง เพราะบางครั้งสัญญาจ้างของเราอาจมีระบุไว้ด้วยว่า “ห้ามทำงานกับคู่ค้าคู่แข่ง” มีเงื่อนไขต่าง ๆ กำหนดเอาไว้ อาจเป็นเรื่องระยะเวลา 1-2 ปี ที่ห้ามไปสมัครทำงานที่ใหม่กับบริษัทที่เป็นคู่แข่งของบริษัทเดิม การสำรวจสัญญาจ้างก่อน<strong>ลาออก</strong> จะช่วยให้เราไม่พลาดทำผิดเงื่อนไขจนเกิดปัญหาตามมาภายหลัง และวางแผนการสมัครงานที่ใหม่ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มากยิ่งขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.อัพเดทเรซูเม่ในทุกช่องทางการสมัครงาน</strong></span></p>
<p>ไม่ว่าจะเป็น CV, Cover Letter หรือ ข้อมูลใน LinkedIn  และข้อมูลในช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของเรา ควรได้รับการอัพเดทเพื่อให้พร้อมเปิดรับกับโอกาสในการสมัครงานที่ใหม่ ทั้งนี้ 1 CV ควรใช้สมัครงานเพียง 1 ตำแหน่งเท่านั้น ไม่ควรหว่านส่งไปทั่วหลายตำแหน่ง</p>
<p>ในขณะเดียวกันหากต้องการเพิ่มโอกาสได้งานที่ดีให้มากขึ้น ควรศึกษาตลาดงาน สำรวจเงินเดือนของตำแหน่งที่เราต้องการสมัครให้ดี พร้อมกับตรวจสอบดูว่าในตำแหน่งงานที่ตั้งเป้าไว้นั้น ต้องการทักษะอะไรบ้าง เพื่อให้เราเตรียมตัว เตรียมข้อมูลในการตอบคำถามสัมภาษณ์ได้อย่างเหมาะสม สำรวจตัวเองดูว่าสามารถ Transferable หรือโอนย้ายทักษะใดที่เรามี ไปสร้างประโยชน์ให้กับการทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ ได้บ้าง พร้อมกับนำข้อมูลเหล่านี้ ไว้ใช้ในการเจรจาต่อรองผลตอบแทนด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.เตรียมช่องทางรายได้เสริมและการประหยัดค่าใช้จ่ายให้พร้อม</strong></span></p>
<p>สิ่งสำคัญที่เราต้องไม่ลืมคือ บางทีสิ่งที่ไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นเมื่อตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong> เราจึงควรวางแผนอนาคตเอาไว้ให้พร้อมที่สุด ไม่ควรคิดหวังพึ่งพารายได้เพียงแค่ทางเดียว ควรหาช่องทางรายได้เพิ่มทางอื่นด้วย เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะได้งานใหม่เมื่อไร หรือต้องออกจากงานอีกครั้งเมื่อไร</p>
<p>ในขณะเดียวกัน ก็ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน เช่น เกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย โดยเฉพาะกับคนที่มีลูกเล็ก มีครอบครัว การคิดเผื่อวางแผนทำประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเอาไว้ให้ตัวเอง และคนที่รัก ก็ถือเป็นการสร้างความคุ้มครอง ที่ช่วยให้หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาในระหว่างที่กำลังหางาน จะได้มีเงินสำรองใช้จ่ายไม่เกิดปัญหา</p>
<p>การตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>จากงาน ถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิต เป็นจุดเปลี่ยนที่อาจพาเราไปสู่จุดที่ดีกว่า หรือแย่ลงกว่าเดิมก็ได้ ดังนั้น ยิ่งเราเตรียมความพร้อมได้ดีมากเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้ก้าวไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจได้สำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งขอเพียงแค่เราตัดสินใจอย่างมีสติ ไตร่ตรองด้วยความรอบคอบ และมีเหตุผล ไม่ใช้เพียงแค่อารมณ์ การ<strong>ลาออก</strong>จากงานก็จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่เป็นเรื่องดีที่จะสร้างโอกาสให้ตัวเราเขยิบเข้าใกล้กับความสำเร็จได้มากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign30/">Check List ก่อนลาออกจากงาน เพื่อทะยานสู่ชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resign30/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resign09/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resign09/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Sep 2021 09:12:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยื่นใบลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญาณเตือน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพในฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[ใบลาออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=927</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลสำรวจจากงานวิจัยพบว่า 85% ของพนักงานไม่ได้ชอบและไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ หรือตกอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า “Disengagement” คือรู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนทุกองค์กรเสมอไป เพราะก็ยังมีอีกหลายบริษัท ที่พนักงานรู้สึกมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มี Engagement Score สูงกว่า 80% ซึ่งหมายความว่า 8 ใน 10 คนขององค์กรนั้น รู้สึก Happy กับการทำงาน แล้วอะไรกันล่ะที่จะช่วยบอกได้ว่า เรามีความสุขกับงานที่ทำจริง ๆ 5 สัญญาณเตือนจากนี้ไป จะช่วยให้เราทบทวนตัวเองได้ชัดเจนขึ้นว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราต้อง “ยื่นใบลาออก” 1.เราบ่น นินทา หัวหน้าและบริษัทเป็นประจำ หากทุก ๆ วันของเราคือ การบ่น เม้าท์ ให้แฟน เพื่อน ๆ พ่อแม่ และคนในครอบครัวฟัง ถึงความน่าเบื่อหน่ายที่มีต่อหัวหน้างาน ความไม่มีความสุขต่องานที่ทำ หรือต่อบริษัท นี่คือสัญญาณเตือนภัยแรกที่สะกิดใจเราได้ดีว่า เราอาจไม่ไหวกับงานและองค์กรนี้อีกแล้ว 2.รู้สึกไม่อยากไปทำงาน หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่า แต่ละวันคือการทำงานเพื่อเฝ้ารอคอยวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันหยุดสักที รวมถึงมีอาการ Sunday [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign09/">5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจจากงานวิจัยพบว่า </span><span style="font-weight: 400;">85% </span><span style="font-weight: 400;">ของพนักงานไม่ได้ชอบและไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ หรือตกอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า “</span><span style="font-weight: 400;">Disengagement</span><span style="font-weight: 400;">” คือรู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนทุกองค์กรเสมอไป </span><span style="font-weight: 400;">เพราะก็ยังมีอีกหลายบริษัท ที่พนักงานรู้สึกมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มี </span><span style="font-weight: 400;">Engagement Score </span><span style="font-weight: 400;">สูงกว่า </span><span style="font-weight: 400;">80%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งหมายความว่า </span><span style="font-weight: 400;">8 </span><span style="font-weight: 400;">ใน </span><span style="font-weight: 400;">10 </span><span style="font-weight: 400;">คนขององค์กรนั้น รู้สึก </span><span style="font-weight: 400;">Happy </span><span style="font-weight: 400;">กับการทำงาน </span><span style="font-weight: 400;">แล้วอะไรกันล่ะที่จะช่วยบอกได้ว่า เรามีความสุขกับงานที่ทำจริง ๆ </span><span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">สัญญาณเตือนจากนี้ไป จะช่วยให้เราทบทวนตัวเองได้ชัดเจนขึ้นว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราต้อง “ยื่นใบ<strong>ลาออก</strong>”</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>1.เราบ่น นินทา หัวหน้าและบริษัทเป็นประจำ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทุก ๆ วันของเราคือ การบ่น เม้าท์ ให้แฟน เพื่อน ๆ พ่อแม่ และคนในครอบครัวฟัง ถึงความน่าเบื่อหน่ายที่มีต่อหัวหน้างาน ความไม่มีความสุขต่องานที่ทำ หรือต่อบริษัท นี่คือสัญญาณเตือนภัยแรกที่สะกิดใจเราได้ดีว่า เราอาจไม่ไหวกับงานและองค์กรนี้อีกแล้ว</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>2.รู้สึกไม่อยากไปทำงาน</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่า แต่ละวันคือการทำงานเพื่อเฝ้ารอคอยวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันหยุดสักที รวมถึงมีอาการ </span><span style="font-weight: 400;">Sunday Night Anxiety</span> <span style="font-weight: 400;">หรือ เกิดความกลัว ความเครียด เมื่อถึงคืนวันอาทิตย์ เพราะรู้สึกว่าพรุ่งนี้วันจันทร์ ไม่อยากไปทำงานเลย อาการเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกได้ดีเลยว่า เรากำลังฝืนทำในงานที่ไม่ใช่ ไม่เหมาะกับเรา</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>3.เครียดได้ง่ายกว่าปกติ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ร่างกายของเราสัมพันธ์กับสภาวะจิตใจเสมอ ซึ่งเมื่อฝืนทำในงานที่ไม่ชอบ ฝืนอยู่ในบริษัทที่ไม่ใช่ ร่างกายก็จะรับรู้และเกิดความเครียดได้ง่าย รู้สึกปวดหัว ปวดท้อง ไมเกรนขึ้น หรือบางกรณีก็เป็นกรดไหลย้อน ฯลฯ หากพบว่าร่างกายป่วยบ่อย ไม่สบายง่าย นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า จิตใจเรากำลังอยู่ในสภาวะย่ำแย่จากการทำงานที่ไม่มีความสุข</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>4.รู้สึกตัวเองไม่มีค่า</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทำงานแล้วรู้สึกว่า เราไม่ได้ใช้ความสามารถของตัวเองเลย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอากาศ ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรดี ก็อาจแสดงได้ว่าเราไม่ได้อยู่ในที่ที่ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการทำงานได้ แต่อย่างไรก็ตาม การจะบอกว่า “ไม่มีอะไรดีเลย” ก็ต้องพิจารณาจากผลงาน จากฟีดแบคเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าด้วย อย่าเหมาไปเองเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>5.ไม่เห็นหนทางเติบโตไปต่อ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากงานที่ทำอยู่ บริษัทที่สังกัดอยู่ ทำให้เรารู้สึกมองไม่เห็นโอกาสเติบโต ไม่เห็นโอกาสก้าวหน้า และมองเห็นเพียงแต่การลดปริมาณพนักงานลงเรื่อย ๆ จนเรารู้สึกไม่มั่นคงว่า ครั้งต่อไปจะเป็นเราหรือเปล่าที่ถูกให้ออก ความรู้สึกที่ว่านี้เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนเราได้ดีว่า การฝืนอยู่ต่อไปไม่น่าจะใช่ทางออกที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">สัญญาณเตือนที่กล่าวมานี้ ช่วยให้เรารู้สึกตัวเองได้ดีว่า งานที่ทำอยู่ องค์กรที่สังกัดอยู่ อาจไม่ใช่ที่สำหรับเรา และเราควรตัดสินใจบอกลา เพื่อพาตัวเองไปสู่ในที่ที่ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การที่เราจะตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>นั้น ต้องไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่า “เราไม่ชอบคน” เพราะเราหนีคนไม่พ้น ไปที่ใหม่ก็ยังต้องทำงานกับคนอยู่ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งก็มีความเสี่ยงเจอคนแบบเดิมที่เราไม่ชอบแน่ ๆ หรือต้องไม่ใช่เหตุผลว่า “เพราะเราขี้เกียจ” เนื่องจากไม่ว่าจะทำงานใด ทำที่ใด เราก็ต้องขยันและรับผิดชอบทุ่มเทต่องานทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในงาน ๆ หนึ่งที่เรารักมาก ๆ ที่เรารู้สึกว่านี่แหละเป็นงานที่ใช่สำหรับเรา บางทีก็มาพร้อมกับกิจกรรมบางอย่างที่เราไม่ชอบ เช่น อาชีพครู ชอบสอน ชอบเห็นนักเรียนมีความสุข เติบโตก้าวหน้าประสบความสำเร็จ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับนักเรียนเกเร ขี้เกียจ โกหก ความประพฤติไม่ดี ฯลฯ ให้ต้องหงุดหงิดท้อแท้ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าอย่างไร เราทุกคนจึงจำเป็นต้องสู้ ต้องอดทน มีระเบียบวินัย เหนื่อยได้ ท้อแท้ได้ แต่ต้องไม่ยอมแพ้ เพราะเมื่อใดที่เราอ่อนแอ เราก็จะไม่สามารถพาตัวเองก้าวไปสู่ความสำเร็จที่เป็นความสุขและเป็นเส้นชัยในฝันของเราได้เลย</span></p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign09/">5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resign09/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่ ปัญหาโลกยุคใหม่ที่ทุกธุรกิจควรรู้เท่าทัน</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resign/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resign/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Sep 2021 00:00:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Work From Home]]></category>
		<category><![CDATA[การแพร่ระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อไวรัส]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=703</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชื่อว่า “The Great Resignation” หรือ “การ ลาออก ครั้งใหญ่” โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา แม้สภาพเศรษฐกิจจะดูเหมือนกระเตื้องฟื้นตัวขึ้น แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว มีผู้คนได้ตัดสินใจ ลาออก เป็นจำนวนมากจากงานที่ทำอยู่ ซึ่งในความเป็นจริง ยิ่งเกิดวิกฤต พวกเขาน่าจะยิ่งไม่ควรปล่อยมือจากงานที่มั่นคงเลย โดยในเดือนเมษายน มีรายงานว่า แรงงานกว่า 4 ล้านคนในสหรัฐฯ ลาออกจากงาน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2.7% ของ Work Force ในอเมริกา และตามมาด้วยในเดือนพฤษภาคมอีกประมาณ 3.6 ล้านคน (แหล่งข้อมูลจาก MAGNIFYMONEY SURVEY) ซึ่งในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจลาออกจากงานนั้น เป็นเพราะ 1.ติดใจการทำงานแบบ Work From Home วิกฤตโควิดทำให้ผู้คนเคยชินกับการทำงานแบบ Work From Home และ Work [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign/">ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่ ปัญหาโลกยุคใหม่ที่ทุกธุรกิจควรรู้เท่าทัน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชื่อว่า “The Great Resignation” หรือ “การ<strong> ลาออก </strong>ครั้งใหญ่” โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา แม้สภาพเศรษฐกิจจะดูเหมือนกระเตื้องฟื้นตัวขึ้น แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว มีผู้คนได้ตัดสินใจ<strong> ลาออก</strong> เป็นจำนวนมากจากงานที่ทำอยู่ ซึ่งในความเป็นจริง ยิ่งเกิดวิกฤต พวกเขาน่าจะยิ่งไม่ควรปล่อยมือจากงานที่มั่นคงเลย</p>
<p>โดยในเดือนเมษายน มีรายงานว่า แรงงานกว่า 4 ล้านคนในสหรัฐฯ <strong>ลาออก</strong>จากงาน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2.7% ของ Work Force ในอเมริกา และตามมาด้วยในเดือนพฤษภาคมอีกประมาณ 3.6 ล้านคน (แหล่งข้อมูลจาก MAGNIFYMONEY SURVEY) ซึ่งในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>จากงานนั้น เป็นเพราะ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.ติดใจการทำงานแบบ Work From Home</strong></span></p>
<p>วิกฤตโควิดทำให้ผู้คนเคยชินกับการทำงานแบบ Work From Home และ Work From Anywhere มากขึ้น ซึ่งเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะรูปแบบการทำงานดังกล่าวเปิดโอกาสให้สร้างสมดุลชีวิตได้ดีกว่า ทำงานได้อย่างมี Productivity  มากกว่า หลาย ๆ คน ที่มีลูกอ่อน มีคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแล จะรู้สึกว่า สามารถที่จะทำหน้าที่ส่วนตัวไปพร้อม ๆ กับการทำผลงานให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ดังนั้น เมื่อถูกบังคับให้ต้องกลับไปทำงานในรูปแบบปกติ ซึ่งมีรายงานว่า 1 ใน 3 ของ Work Force ในอเมริกา ถูกสั่งให้กลับไปทำงานประจำออฟฟิศตามเดิม จึงทำให้เกิดการตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong> หรือในขณะเดียวกันแม้จะเป็นในรูปแบบ Hybrid คือ ผสมสลับระหว่าง Work From Home กับ การทำงานแบบเดิมที่ออฟฟิศ ก็ยังไม่ตอบโจทย์ จึงนำไปสู่การตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>ในที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.ตระหนักได้ถึงความจริงใจที่แท้จริงของบริษัท</strong></span></p>
<p>วิกฤตการณ์โควิด ทำให้พนักงานทุกคนเรียนรู้ได้ว่าบริษัทมีความจริงใจกับพวกเขามากแค่ไหน มีความตั้งใจที่จะดูแลช่วยเหลือพวกเขามากน้อยเพียงใด โดยในช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการ Work From Home ยังคงมีหลายบริษัท ที่บังคับให้พนักงานไปทำงานที่ออฟฟิศตามเดิม ซึ่งแม้จะมีเหตุผลที่น่าเห็นใจ แต่พนักงานจะรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้พยายามที่จะหาทางเลือกให้กับพวกเขา และรู้สึกว่าไม่ได้รับการดูแลช่วยเหลือ ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ จึงทำให้ตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>ในท้ายที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.ผู้คนจำนวนมากเหน็ดเหนื่อยกับการทำงาน</strong></span></p>
<p>การต้องปรับตัวกับวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เผชิญหน้ากับปัญหาวิกฤตการณ์โควิด ปัญหาในหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ส่งผลทำให้ผู้คนรู้สึก Burn Out เหนื่อย หดหู่ที่จะทำงาน ซึ่งบางทีก็ไม่คุ้มกับค่าจ้าง เพราะมีหลาย ๆ บริษัทต้องหักเงินเดือน หรือปรับลดผลตอบแทนพนักงานลง แลกกับการทำงานแบบ Work From Home</p>
<p>โดยผู้คนในสหรัฐฯ ให้ความเห็นตรงกันว่า “มันไม่คุ้มค่าจ้างพวกเขา” ชีวิตของพวกเขามีความหมายมากกว่านี้ ประกอบกับแนวทางการทำงานแบบอิสระ หรือ Freelance และ Gig Work Force กำลังค่อย ๆ ได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกลายมาเป็นเทรนด์ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงานของผู้คน จึงทำให้หลาย ๆ คนตัดสินใจที่จะ<strong>ลาออก</strong>จากการทำงานประจำแบบเดิม เพื่อมุ่งสู่วิถีชีวิตการทำงานแนวใหม่แห่งโลกอนาคต</p>
<p>3 เหตุผลสำคัญข้างต้น เป็นคำตอบที่ได้มาจากการสำรวจซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะกับคนอเมริกันเท่านั้น แต่ปรากฏการณ์<strong>ลาออก</strong>ครั้งใหญ่ “The Great Resignation” กำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นกับประเทศอื่น ๆ ด้วย ที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น บริษัทไมโครซอฟต์ ที่ได้ทำแบบสำรวจแล้วพบว่า กว่า 41% ของผู้ตอบแบบสอบถาม คิดว่าจะ<strong>ลาออก</strong> ในขณะที่แบบสำรวจของทางฝั่งอังกฤษและไอร์แลนด์ ก็พบว่า 38% ของพนักงานผู้ตอบแบบสอบถาม วางแผนจะ<strong>ลาออก</strong>ในอีก 6 เดือน</p>
<p>ข้อมูลความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นสิ่งที่กำลังบอก HR ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการทุกคนว่า เรากำลังต้องวางแผนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในอนาคต ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อดูแลรักษาพนักงานของเราเอาไว้ เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ก็มีโอกาสที่ปรากฏการณ์ครั้งใหญ่นี้จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้เช่นกัน และการเสนอผลประโยชน์ให้กับพนักงานเพื่อฉุดรั้งเขาเอาไว้นั้น ก็อาจไม่ใช่ทางแก้ไขที่ถูกต้องเสมอไป เพราะบริษัทเองก็อาจยังไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมมากพอ และตัวพนักงานเองก็อาจมีปัญหาอื่นที่อยากให้แก้ไข</p>
<p>ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นของพนักงานจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้สามารถหาทางออก และปรับตัวแก้ไขได้อย่างเหมาะสมที่สุด เพราะลึก ๆ แล้ว พนักงานทุกคนไม่ได้อยาก<strong>ลาออก</strong> เพียงแต่อาจมีบางอย่างที่เป็นปัญหาในใจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการใส่ใจ รับฟัง ให้ Feedback และแก้ไขให้ตรงจุด</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign/">ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่ ปัญหาโลกยุคใหม่ที่ทุกธุรกิจควรรู้เท่าทัน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resign/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>VDO Resume ตัวช่วยเพิ่มสเน่ห์โดดเด่น ให้การสมัครงานยุคโควิด</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resume/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resume/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 06 Aug 2021 06:40:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Resume]]></category>
		<category><![CDATA[VDO Resume]]></category>
		<category><![CDATA[การสมัครงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การสัมภาษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกจ้าง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=269</guid>

					<description><![CDATA[<p>Resume ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครงานถูกเรียกสัมภาษณ์ได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน VDO Resume เป็นรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการสมัครงานอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในบริษัทต่างชาติ เพราะมีความแตกต่างสามารถดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้สัมภาษณ์ตั้งตารอคอยดูว่าผู้สมัครจะนำเสนออะไร จะมามุกไหน โดยหลักการสำคัญในการทำ VDO Resume ให้โดดเด่น มีสเน่ห์ดึงดูดและน่าสนใจนั้น มีแนวทางง่าย ๆ ดังต่อไปนี้ 1.VDO สั้นกระชับ ภาพและเสียงมีคุณภาพ VDO Resume ที่ดี ไม่ควรยาวเกินไป ประมาณ 4-5 นาทีถือว่ากำลังเหมาะสม นอกจากนั้นในเรื่องคุณภาพเสียงก็ควรใช้ไมโครโฟน เพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน ฟังแล้วไม่น่าเบื่อ การจัดแสงต้องใส่ใจให้ภาพที่ออกมาเห็นหน้าเราคมชัด ฉากหลังควรเลือกที่ใช่ให้เหมาะกับตำแหน่งงานที่สมัครและสะท้อนตัวตัวของเรา เช่น หากสมัครงานในตำแหน่งที่เกี่ยวกับเรื่องราววิชาการ ก็อาจใช้หนังสือมาเป็นฉากหลัง หรืออาจใช้สิ่งที่เราชอบ ที่เป็นงานอดิเรกของเราก็ได้ เพื่อสื่อถึงความเป็นตัวแทนเราออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด 2.เริ่มต้นให้น่าสนใจ ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา เริ่มแรกเลยเราอาจบอกเสียหน่อยว่า เห็นประกาศหรือโฆษณาสมัครงานนี้มาจากไหน เพื่อทำให้บริษัทรู้สึกคุ้มค่าที่ลงทุนลงแรงประกาศไปนั้นไม่เสียเปล่า ได้รับการตอบสนอง และอาจพูดถึงการมี Resume แบบปกติจำนวนมาก จึงคิดว่า VDO Resume จะช่วยให้การคัดเลือกผู้สมัครมีความน่าตื่นเต้นมากขึ้นได้ ซึ่งการเริ่มต้นแบบนี้ คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความรู้สึกดี จากนั้นจึงค่อยเชื่อมโยงมาสู่ตัวเราว่า [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resume/">VDO Resume ตัวช่วยเพิ่มสเน่ห์โดดเด่น ให้การสมัครงานยุคโควิด</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>Resume ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครงานถูกเรียกสัมภาษณ์ได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน <strong>VDO Resume</strong> เป็นรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการสมัครงานอย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในบริษัทต่างชาติ เพราะมีความแตกต่างสามารถดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้สัมภาษณ์ตั้งตารอคอยดูว่าผู้สมัครจะนำเสนออะไร จะมามุกไหน โดยหลักการสำคัญในการทำ <strong>VDO Resume</strong> ให้โดดเด่น มีสเน่ห์ดึงดูดและน่าสนใจนั้น มีแนวทางง่าย ๆ ดังต่อไปนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.VDO สั้นกระชับ ภาพและเสียงมีคุณภาพ</strong></span></p>
<p><strong>VDO Resume</strong> ที่ดี ไม่ควรยาวเกินไป ประมาณ 4-5 นาทีถือว่ากำลังเหมาะสม นอกจากนั้นในเรื่องคุณภาพเสียงก็ควรใช้ไมโครโฟน เพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจน ฟังแล้วไม่น่าเบื่อ การจัดแสงต้องใส่ใจให้ภาพที่ออกมาเห็นหน้าเราคมชัด ฉากหลังควรเลือกที่ใช่ให้เหมาะกับตำแหน่งงานที่สมัครและสะท้อนตัวตัวของเรา เช่น หากสมัครงานในตำแหน่งที่เกี่ยวกับเรื่องราววิชาการ ก็อาจใช้หนังสือมาเป็นฉากหลัง หรืออาจใช้สิ่งที่เราชอบ ที่เป็นงานอดิเรกของเราก็ได้ เพื่อสื่อถึงความเป็นตัวแทนเราออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.เริ่มต้นให้น่าสนใจ ด้วยการเอาใจเขามาใส่ใจเรา</strong></span></p>
<p>เริ่มแรกเลยเราอาจบอกเสียหน่อยว่า เห็นประกาศหรือโฆษณาสมัครงานนี้มาจากไหน เพื่อทำให้บริษัทรู้สึกคุ้มค่าที่ลงทุนลงแรงประกาศไปนั้นไม่เสียเปล่า ได้รับการตอบสนอง และอาจพูดถึงการมี Resume แบบปกติจำนวนมาก จึงคิดว่า <strong>VDO Resume</strong> จะช่วยให้การคัดเลือกผู้สมัครมีความน่าตื่นเต้นมากขึ้นได้ ซึ่งการเริ่มต้นแบบนี้ คือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ทำให้ผู้สัมภาษณ์เกิดความรู้สึกดี จากนั้นจึงค่อยเชื่อมโยงมาสู่ตัวเราว่า ประกาศหางานที่เห็นนั้น เหมาะกับเราอย่างไร สรุปออกมาเป็นภาษาของเราเองให้ได้ว่า เราเคยทำอะไรมาบ้างแบบเฉพาะเจาะจง เพื่อให้เห็นว่าเราใช่กับตำแหน่งงานที่สมัคร</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.แสดงให้เห็นว่าเราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร</strong></span></p>
<p>เวลาที่พูดถึงเรื่องตำแหน่งงาน จำเป็นจะต้องนึกถึงผลประโยชน์ที่บริษัทจะได้จากการจ้างเราเสมอ และแสดงออกไปให้เห็นแบบชัดเจนว่า เราแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร เรามีดีอะไรในมุมที่เฉพาะเจาะจง ทั้งนี้ เราต้องยอมรับสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเราด้วย ตอบออกไปด้วยความจริงใจ เช่น ตำแหน่งงานที่สมัครต้องการประสบการณ์ 10 ปี แต่เรามีประสบการณ์ไม่ถึง ก็ให้ตอบไปตามตรง</p>
<p>แต่เพิ่มเติมให้เห็นว่า เรามีความพยายาม มีความตั้งใจ ที่จะเรียนรู้ ยกตัวอย่างให้เห็นถึงความพยายาม ความตั้งใจของเราที่ผ่านมาในอดีตมาประกอบ เพื่อเป็นการโน้มน้าวด้วยเหตุผล หลังจากนั้นก็อาจแชร์งานอดิเรกของเราเพิ่มเติม เพื่อเสริมความแตกต่างให้โดดเด่น เช่น ถ้าเราชอบโยคะ หรือชกมวย ก็อาจแสดงท่าทางประกอบ หรือโชว์พร็อพอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เห็นชัดเจน จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้มากขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.ปิดจบให้ดี ให้มีคุณค่า</strong></span></p>
<p>ตอนท้ายของคลิปถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่เราต้องปิดจบให้ดี ให้มีคุณค่าน่าจดจำ ประโยคสุดท้ายก่อนจากลาควรสร้างให้มีพลัง ตอกย้ำให้ได้ว่าเราเป็นคนที่ใช่ พร้อมทั้งควรบอกด้วยว่าสามารถติดต่อเราได้อย่างไร เขียนเป็นลิงค์แนบไปเลยใน VDO ก็ได้ พร้อมบอกเบอร์โทรศัพท์ บอกช่วงเวลาที่สะดวกให้ติดต่อ พยายามทำให้รู้สึกว่าการติดต่อเราเป็นเรื่องง่ายที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการติดต่อได้มากขึ้น</p>
<p>Resume ที่ดีที่โอเคนั้น บางทีก็ไม่โดดเด่นเพียงพอให้เอาชนะคู่แข่งได้ เมื่ออยู่ท่ามกลางตัวเลือก 200-300 Resume เราจึงต้องทำมากกว่า พยายามให้เหนือกว่าเพื่อสิ่งที่เราต้องการ ซึ่ง <strong>VDO Resume</strong> คือหนึ่งในวิธีที่ตอบโจทย์ที่กำลังเป็นเทรนด์ของโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงโควิดนี้ที่เปิดโอกาสให้เราได้ทำงานกับบริษัทต่างชาติได้ง่ายขึ้น ในรูปแบบของการทำงานออนไลน์ และ Work From Home</p>
<p>แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องทำ <strong>VDO Resume</strong> กับทุกตำแหน่งงานที่สมัคร แต่ควรเลือกประเภทงานที่ใช่ที่เราอยากได้ที่สุดจริง ๆ เพราะ <strong>VDO Resume</strong> จะทำให้เราดูโดดเด่นขึ้นมากเหนือคู่แข่ง และเพิ่มโอกาสให้เราได้รับการเรียกสัมภาษณ์ได้มากขึ้น</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resume/">VDO Resume ตัวช่วยเพิ่มสเน่ห์โดดเด่น ให้การสมัครงานยุคโควิด</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resume/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>3 เทคนิคเปลี่ยนใจนายฝรั่ง  โน้มน้าวยังไงให้หัวหน้า OK</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/boss/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/boss/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Jul 2021 12:16:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[การโน้มน้าวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[นายฝรั่ง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[หัวหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[เจ้านาย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=212</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยสไตล์นิสัยคนไทย มักคิดว่า หัวหน้า ย่อมรู้ทุกอย่าง ยิ่งเป็นเจ้าของก่อตั้งบริษัท ยิ่งไม่น่าต้องการความเห็นจากลูกจ้างตัวเล็ก ๆ  ถ้าขืนแนะนำแสดงความคิดเห็นไป ก็มีแต่จะถูกคนอื่นหมั่นไส้ และเสี่ยงถูก หัวหน้า ไม่ชอบใจเอาได้ แต่ในความเป็นจริง หัวหน้า ทุกคนต้องการความเห็นจากลูกน้อง โดยเฉพาะนายฝรั่งบริษัทต่างชาติ ล้วนอยากให้ลูกน้องเสนอความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เติบโตในหน้าที่การงานได้ดี แต่ทั้งนี้ในการเสนอแนะไม่ว่าเรื่องใด ก็ต้องโน้มน้าวใจอย่างถูกวิธีด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งเทคนิคในการโน้มน้าวใจ ที่ใช้ได้ผลกับสไตล์การทำงานของบริษัทต่างชาติ ได้แก่ 1.ใช้ข้อเท็จจริงมากกว่าความรู้สึก วิถีแบบไทย ๆ นั้น เวลาจะนำเสนออะไรเรามักจะติดพูดในทำนองว่า ไม่ค่อยชอบอย่างนั้น อย่างนี้ รู้สึกว่ามันไม่น่าเวิร์ค ไม่ค่อยจะดี แล้วคนอื่น ๆ ก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกันด้วย เป็นต้น คือมีลักษณะเป็นการใช้คำพูดที่ “เอาความรู้สึกเข้าจับ” ซึ่งในวัฒนธรรมของคนต่างชาติ จะมองว่าเชื่อถือได้ยาก ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน ดังนั้น แนวทางในการพูดโน้มน้าวใจที่สำคัญ จึง ควรใช้ข้อเท็จจริงเป็นหลัก นำตัวเลข มาแสดงให้เห็น มีแผนงาน มีทางออกของการแก้ปัญหามานำเสนออย่างเป็นขั้นตอน ให้เห็นว่าบริษัทจะได้หรือเสียอะไรมากน้อยแค่ไหน จากการเปลี่ยนแปลง หรือไม่เปลี่ยนตามข้อเสนอของเรา โดยการโน้มน้าวด้วยข้อเท็จจริงนั้น จะสะท้อนถึงความจริงใจ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/boss/">3 เทคนิคเปลี่ยนใจนายฝรั่ง  โน้มน้าวยังไงให้หัวหน้า OK</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ด้วยสไตล์นิสัยคนไทย มักคิดว่า <strong>หัวหน้า </strong>ย่อมรู้ทุกอย่าง ยิ่งเป็นเจ้าของก่อตั้งบริษัท ยิ่งไม่น่าต้องการความเห็นจากลูกจ้างตัวเล็ก ๆ  ถ้าขืนแนะนำแสดงความคิดเห็นไป ก็มีแต่จะถูกคนอื่นหมั่นไส้ และเสี่ยงถูก<strong> หัวหน้า</strong> ไม่ชอบใจเอาได้ แต่ในความเป็นจริง <strong>หัวหน้า</strong> ทุกคนต้องการความเห็นจากลูกน้อง</p>
<p>โดยเฉพาะนายฝรั่งบริษัทต่างชาติ ล้วนอยากให้ลูกน้องเสนอความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เติบโตในหน้าที่การงานได้ดี แต่ทั้งนี้ในการเสนอแนะไม่ว่าเรื่องใด ก็ต้องโน้มน้าวใจอย่างถูกวิธีด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ ซึ่งเทคนิคในการโน้มน้าวใจ ที่ใช้ได้ผลกับสไตล์การทำงานของบริษัทต่างชาติ ได้แก่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.ใช้ข้อเท็จจริงมากกว่าความรู้สึก</strong></span></p>
<p>วิถีแบบไทย ๆ นั้น เวลาจะนำเสนออะไรเรามักจะติดพูดในทำนองว่า ไม่ค่อยชอบอย่างนั้น อย่างนี้ รู้สึกว่ามันไม่น่าเวิร์ค ไม่ค่อยจะดี แล้วคนอื่น ๆ ก็ไม่ค่อยชอบเหมือนกันด้วย เป็นต้น คือมีลักษณะเป็นการใช้คำพูดที่ “เอาความรู้สึกเข้าจับ” ซึ่งในวัฒนธรรมของคนต่างชาติ จะมองว่าเชื่อถือได้ยาก ไม่มีรูปธรรมที่ชัดเจน</p>
<p>ดังนั้น แนวทางในการพูดโน้มน้าวใจที่สำคัญ จึง ควรใช้ข้อเท็จจริงเป็นหลัก นำตัวเลข มาแสดงให้เห็น มีแผนงาน มีทางออกของการแก้ปัญหามานำเสนออย่างเป็นขั้นตอน ให้เห็นว่าบริษัทจะได้หรือเสียอะไรมากน้อยแค่ไหน จากการเปลี่ยนแปลง หรือไม่เปลี่ยนตามข้อเสนอของเรา โดยการโน้มน้าวด้วยข้อเท็จจริงนั้น จะสะท้อนถึงความจริงใจ ตัวตน และความพยายามตั้งใจของเราให้<strong>หัวหน้า</strong>สัมผัสได้อย่างชัดเจน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.เสนอทางเลือกมากกว่า </strong><strong>1 ทางเสมอ</strong></span></p>
<p>ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญมาก เพราะหากเสนอไปทางเดียว ก็มีโอกาสถูกปฏิเสธได้ง่าย และเสียกำลังใจได้ง่าย ดังนั้น จึงต้องพยายามหาข้อเสนอให้<strong>หัวหน้า</strong>ได้เลือกอย่างน้อย 2 ทางขึ้นไป พร้อมชี้ให้เห็นข้อดี ของแต่ละทางเลือกว่าแตกต่างกันอย่างไร จะให้ผลลัพธ์แบบไหน</p>
<p>ซึ่งถ้าเราเสนอไปมากกว่า 1 ทาง โอกาสที่<strong>หัวหน้า</strong>จะเลือกสักทางก็มีสูงขึ้น โดยอาจเลือกมาให้เราปรับปรุงพัฒนาต่อเพิ่มเติม หรืออาจจะนำหลายทางมารวมกัน ให้เราไปทำแผนนำเสนอต่อได้ ก็จะลดโอกาสของการนำเสนอแล้วล้มเหลวลงได้มากขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.อย่ายอมแพ้ มั่นใจในไอเดียที่นำเสนอ</strong></span></p>
<p>นอกจากจะต้องมีข้อเท็จจริง ตัวเลขที่ชัดเจนแล้ว มีทางให้<strong>หัวหน้า</strong>เลือกมากกว่า 1 ทางแล้ว สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเราเองด้วยว่า จะต้องแสดงความมั่นใจ กระตือรือร้นให้<strong>หัวหน้า</strong>เห็นให้ได้มากที่สุด เราต้องมั่นใจในไอเดียเรา แต่ต้องไม่โอ้อวด ต้องแสดงให้<strong>หัวหน้า</strong>เห็นว่า เราอยากทำ และตั้งใจทำเพื่อประโยชน์ต่อบริษัทจริง ๆ</p>
<p>ซึ่งแม้จะถูกปฏิเสธกลับมา ก็ต้องไม่ยอมแพ้ ปรับปรุงแผนงานกลับไปเสนอใหม่ แล้วสุดท้ายต่อให้<strong>หัวหน้า</strong>เก่งแค่ไหน เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของเรา เขาก็จะให้โอกาสเราได้ลองพิสูจน์ ซึ่งในระหว่างทำนั้น ก็ควรอัพเดทให้<strong>หัวหน้า</strong>ป็นระยะ ว่าทำไปถึงไหนแล้ว เป็นอย่างไร ติดขัดตรงไหนบ้าง</p>
<p>ใช้ข้อเท็จจริง ใช้ตัวเลขมากกว่าความรู้สึก เสนอทางเลือกมากกว่า 1 ทาง ใส่ความมั่นใจลงไปในไอเดียไม่ยอมแพ้ 3 แนวทางนี้คือหัวใจสำคัญของการโน้มน้าวใจ<strong>หัวหน้า</strong>ให้คล้อยตาม ให้ OK Say Yes ได้สำเร็จ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ใช้ได้ดีกับนายฝรั่งบริษัทต่างชาติเท่านั้น แต่กับบริษัทคนไทยเองก็ใช้ได้ดีเช่นกัน ซึ่งหากเราฝึกวิธีการโน้มน้าวใจให้ได้ตามนี้ โอกาสเติบโตในหน้าที่การงาน โอกาสประสบความสำเร็จของเราในการทำงานก็จะมีมากขึ้นได้อย่างแน่นอน</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/boss/">3 เทคนิคเปลี่ยนใจนายฝรั่ง  โน้มน้าวยังไงให้หัวหน้า OK</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/boss/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
