<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Panjit Consulting</title>
	<atom:link href="https://panjitconsulting.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://panjitconsulting.com/</link>
	<description>LIVE LIFE INSPIRED , HELP PEOPLE EXCEL</description>
	<lastBuildDate>Mon, 03 Apr 2023 01:48:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.2</generator>

<image>
	<url>https://panjitconsulting.com/wp-content/uploads/2021/07/cropped-Presentation17-removebg-e1629180822527-32x32.png</url>
	<title>Panjit Consulting</title>
	<link>https://panjitconsulting.com/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รู้จักผู้นำ 6 Styles แบบไหนที่ใช่คุณ?</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-6-styles-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-6-styles-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Seminar@panjitconsulting.com]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Apr 2023 02:38:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=1008</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากบทความของ Harvard Business Review ที่ Daniel Goleman ได้เผยแพร่ในหัวข้อ Leadership That Gets Results ซึ่งมีการแบ่งลักษณะผู้นำออกเป็น 6 สไตล์บนพื้นฐานของความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) และความสำคัญของสถานการณ์ (Situational Important) 1.ผู้นำแบบออกคำสั่ง (The Coercive Style) การนำในลักษณะนี้มีข้อดีคือ ใช้เวลาเร็วที่สุดในการจัดการกับปัญหาเพราะใช้วิธีการออกคำสั่งหรือลงโทษ หากทีมงานไม่ปฏิบัติตาม การนำในลักษณะนี้มีข้อเสีย คือ เป็นการจำกัดความยืดหยุ่น จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน 2.ผู้นำแบบโน้มน้าว (Autocratic Leadership) ข้อดีของการนำแบบโน้มน้าวให้ คือ ช่วยให้ทุกคนมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน แต่ก็มีข้อที่ควรระวังคือ การสื่อสารวิสัยทัศน์และพันธกิจ ต้องมีความชัดเจน และทำให้ทีมงานค่อยซึมซับสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย 3.ผู้นำแบบคนในองค์กรต้องมาก่อน (The Affiliative Style)  เป็นการนำที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกับคนในทีม โดยจะเน้นสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม และป้องกันการเกิดความขัดแย้งระห่างคนในทีม แต่การนำในลักษณะนี้ก็ต้องพึงระวังในเรื่องของเป้าหมายและผลลัพธ์ร่วมด้วย ไม่ใช่เน้นจะเป็นโฟกัสเพียงแค่คนแต่ไม่ได้ผลงาน 4.ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leadership) เป็นการนำที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและแสดงความคิดเห็น [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-6-styles-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83/">รู้จักผู้นำ 6 Styles แบบไหนที่ใช่คุณ?</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="1008" class="elementor elementor-1008" data-elementor-post-type="post">
									<section class="elementor-section elementor-top-section elementor-element elementor-element-43a2d61 elementor-section-boxed elementor-section-height-default elementor-section-height-default" data-id="43a2d61" data-element_type="section">
						<div class="elementor-container elementor-column-gap-default">
					<div class="elementor-column elementor-col-100 elementor-top-column elementor-element elementor-element-3b080f9" data-id="3b080f9" data-element_type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
								<div class="elementor-element elementor-element-3ec36e0 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="3ec36e0" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
			<style>/*! elementor - v3.14.0 - 18-06-2023 */
.elementor-widget-text-editor.elementor-drop-cap-view-stacked .elementor-drop-cap{background-color:#69727d;color:#fff}.elementor-widget-text-editor.elementor-drop-cap-view-framed .elementor-drop-cap{color:#69727d;border:3px solid;background-color:transparent}.elementor-widget-text-editor:not(.elementor-drop-cap-view-default) .elementor-drop-cap{margin-top:8px}.elementor-widget-text-editor:not(.elementor-drop-cap-view-default) .elementor-drop-cap-letter{width:1em;height:1em}.elementor-widget-text-editor .elementor-drop-cap{float:left;text-align:center;line-height:1;font-size:50px}.elementor-widget-text-editor .elementor-drop-cap-letter{display:inline-block}</style>				<p>จากบทความของ Harvard Business Review ที่ Daniel Goleman ได้เผยแพร่ในหัวข้อ Leadership That Gets Results ซึ่งมีการแบ่งลักษณะผู้นำออกเป็น 6 สไตล์บนพื้นฐานของความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) และความสำคัญของสถานการณ์ (Situational Important)</p><p>1.<b>ผู้นำแบบออกคำสั่ง (The Coercive Style)</b></p><p>การนำในลักษณะนี้มีข้อดีคือ ใช้เวลาเร็วที่สุดในการจัดการกับปัญหาเพราะใช้วิธีการออกคำสั่งหรือลงโทษ หากทีมงานไม่ปฏิบัติตาม การนำในลักษณะนี้มีข้อเสีย คือ เป็นการจำกัดความยืดหยุ่น จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน</p><p>2.<b>ผู้นำแบบโน้มน้าว (Autocratic Leadership)</b></p><p>ข้อดีของการนำแบบโน้มน้าวให้ คือ ช่วยให้ทุกคนมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน แต่ก็มีข้อที่ควรระวังคือ การสื่อสารวิสัยทัศน์และพันธกิจ ต้องมีความชัดเจน และทำให้ทีมงานค่อยซึมซับสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย</p><p>3<b>.ผู้นำแบบคนในองค์กรต้องมาก่อน (The Affiliative Style) </b></p><p>เป็นการนำที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียวกับคนในทีม โดยจะเน้นสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่ม และป้องกันการเกิดความขัดแย้งระห่างคนในทีม แต่การนำในลักษณะนี้ก็ต้องพึงระวังในเรื่องของเป้าหมายและผลลัพธ์ร่วมด้วย ไม่ใช่เน้นจะเป็นโฟกัสเพียงแค่คนแต่ไม่ได้ผลงาน</p><p>4<b>.ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leadership)</b></p><p>เป็นการนำที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและแสดงความคิดเห็น โดยที่ผู้นำจะเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย ผลจากการนำในลักษณะนี้คือ อาจเกิดผลลัพธ์ที่ไม่มีความแตกต่างมาก และจะเกิดการประชุมและคัดเลือดอย่างไม่หยุดไม่หย่อน และทีมงานอาจรู้สึกว่าผู้นำไม่ได้มีบทบาทในการตัดสินใจ</p><p>5<b>. ผู้นำแบบสร้างมาตรฐาน (The Pacesetting Style)</b></p><p>เป็นการนำที่เน้นการทำให้ดู มากกว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมในแต่ละขั้นตอน ผู้นำมักจะพยายามแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานของการทำงานและต้องการให้คนในทีมทำตามให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือการพูดคุยและการให้ feedback ระหว่างกันอาจจะมีน้อย</p><p>6<b>. ผู้นำแบบสอนงาน (The Coaching Style)</b></p><p>เป็นการนำที่เน้นการพูดคุยและเน้นการพัฒนาตามจุดแข็ง จุดอ่อนของทีมงานแต่ละคน ซึ่งการนำในลักษณะนี้จะเหมาะสมเมื่อมีสมาชิกทีมที่ต้องการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในระยะยาว แต่อาจจะใช้ได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรกับทีมงานบางคนที่ไม่พร้อมจะถูกพัฒนา</p><p>และหากองค์กรของคุณมีความสนใจในการพัฒนาผู้นำ สามารถติดต่อ Panjit Consulting เข้ามาพูดคุย ให้คำปรึกษาและออกแบบหลักสูตรฝึกอบรมเฉพาะองค์กรของคุณได้</p><p>ทางเรายินดีให้บริการ สำหรับลูกค้าองค์กร ติดต่อเข้ามารับฟรี Consulting Session 1 ชั่วโมงฟรี</p><p>แล้วเจอกันนะคะ</p><p>Reference: Havard Business Rview, SalaryInvestor, Sitthinunt, Unlockmen</p>						</div>
				</div>
					</div>
		</div>
							</div>
		</section>
							</div>
		<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-6-styles-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83/">รู้จักผู้นำ 6 Styles แบบไหนที่ใช่คุณ?</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3-6-styles-%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%83/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Check List ที่ต้องใส่ใจ เมื่อถูกไล่ออกจากงาน</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/checklist/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/checklist/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2021 11:12:17 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ถูกไล่ออก]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=966</guid>

					<description><![CDATA[<p>ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานไหน ในอุตสาหกรรมประเภทใด ก็คงไม่มีใครอยาก ถูกไล่ออก แต่เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ยุคสมัยเปลี่ยนไป โลกเปลี่ยนแปลง โอกาสที่วันหนึ่งเราจะถูกยื่นซองขาวให้ออกจากงานก็เป็นไปได้เสมอ ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องเลวร้าย แต่เราทุกคนก็สามารถรับมือได้ โดยแนวทางในการรับมือกับการ ถูกไล่ออก ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ ตาม Check List สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ดังต่อไปนี้ 1.ยอมรับและเข้าใจ การที่เราถูกไล่ออกนั้นบางทีก็เป็นแนวโน้มของยุคสมัย ที่บังเอิญว่าทักษะของเราไม่ถูกต้อง และไม่ตรงกับความต้องการของตลาดอีกต่อไป หรืออาจมีหุ่นยนต์ มี Ai มีเทคโนโลยีอะไรที่ทำแทนเราได้ หรือทำได้ดีกว่าเรา ซึ่งเราควรทำความเข้าใจยอมรับให้ได้ เพื่อให้ตั้งหลักและก้าวต่อไปได้ 2.ตั้งสติให้มั่น เมื่อถูกไล่ออก เราต้องตั้งสติให้ดี ต้องรับรู้ให้เท่าทันถึงความทุกข์ของตัวเอง แล้วฮึดสู้กลับมาให้ได้อีกครั้ง เพราะการถูกไล่ออกที่ดูเหมือนเป็นจุดต่ำสุดนี้ อาจเป็นได้ทั้งจุดจบ และจุดเริ่มต้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับเราเป็นคนกำหนดเอง ว่าจะให้มันเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเราพุ่งทะยานไปข้างหน้า หรือจะเป็นจุดจบให้ถูกคนอื่นเหยียดหยามซ้ำเติม และสติคือตัวช่วยกำหนดทิศทางที่สำคัญที่สุด 3.เจรจาต่อรองความสมเหตุสมผล เมื่อยอมรับและตั้งสติได้แล้วหลังจากถูกบอกให้ออกจากงาน เราสามารถที่จะเจรจาต่อรองถึงเหตุผลที่ถูกให้ออกได้ เพื่อดูว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือมีแนวทางอื่นใดที่แก้ปัญหาได้กับทั้ง 2 ฝ่ายนอกจากการต้องออกจากงานหรือไม่ บางทีเมื่อเราเปิดใจคุยกับนายจ้างอย่างตรงไปตรงมาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วอาจมีทางออกอื่นที่ดีกว่าโดยที่เราไม่จำเป็นต้องออกจากงานก็ได้ 4.ตรวจสอบเรื่องเงินค่าชดเชยต่าง ๆ หากสุดท้ายแล้วจำเป็นต้องออกจริง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/checklist/">Check List ที่ต้องใส่ใจ เมื่อถูกไล่ออกจากงาน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="966" class="elementor elementor-966" data-elementor-post-type="post">
									<section class="elementor-section elementor-top-section elementor-element elementor-element-7187d63e elementor-section-boxed elementor-section-height-default elementor-section-height-default" data-id="7187d63e" data-element_type="section">
						<div class="elementor-container elementor-column-gap-default">
					<div class="elementor-column elementor-col-100 elementor-top-column elementor-element elementor-element-2f1020d8" data-id="2f1020d8" data-element_type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
								<div class="elementor-element elementor-element-61526f46 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="61526f46" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
							ไม่ว่าจะอยู่ในสายงานไหน ในอุตสาหกรรมประเภทใด ก็คงไม่มีใครอยาก <strong>ถูกไล่ออก</strong> แต่เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ ยุคสมัยเปลี่ยนไป โลกเปลี่ยนแปลง โอกาสที่วันหนึ่งเราจะถูกยื่นซองขาวให้ออกจากงานก็เป็นไปได้เสมอ

ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องเลวร้าย แต่เราทุกคนก็สามารถรับมือได้ โดยแนวทางในการรับมือกับการ <strong>ถูกไล่ออก </strong>ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ ตาม Check List สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ดังต่อไปนี้

<span style="color: #ff0000;"><strong>1.ยอมรับและเข้าใจ</strong></span>

การที่เรา<strong>ถูกไล่ออก</strong>นั้นบางทีก็เป็นแนวโน้มของยุคสมัย ที่บังเอิญว่าทักษะของเราไม่ถูกต้อง และไม่ตรงกับความต้องการของตลาดอีกต่อไป หรืออาจมีหุ่นยนต์ มี Ai มีเทคโนโลยีอะไรที่ทำแทนเราได้ หรือทำได้ดีกว่าเรา ซึ่งเราควรทำความเข้าใจยอมรับให้ได้ เพื่อให้ตั้งหลักและก้าวต่อไปได้

<span style="color: #ff0000;"><strong>2.ตั้งสติให้มั่น</strong></span>

เมื่อ<strong>ถูกไล่ออก</strong> เราต้องตั้งสติให้ดี ต้องรับรู้ให้เท่าทันถึงความทุกข์ของตัวเอง แล้วฮึดสู้กลับมาให้ได้อีกครั้ง เพราะการ<strong>ถูกไล่ออก</strong>ที่ดูเหมือนเป็นจุดต่ำสุดนี้ อาจเป็นได้ทั้งจุดจบ และจุดเริ่มต้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับเราเป็นคนกำหนดเอง ว่าจะให้มันเป็นจุดเริ่มต้นที่พาเราพุ่งทะยานไปข้างหน้า หรือจะเป็นจุดจบให้ถูกคนอื่นเหยียดหยามซ้ำเติม และสติคือตัวช่วยกำหนดทิศทางที่สำคัญที่สุด

<span style="color: #ff0000;"><strong>3.เจรจาต่อรองความสมเหตุสมผล</strong></span>

เมื่อยอมรับและตั้งสติได้แล้วหลังจากถูกบอกให้ออกจากงาน เราสามารถที่จะเจรจาต่อรองถึงเหตุผลที่ถูกให้ออกได้ เพื่อดูว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือมีแนวทางอื่นใดที่แก้ปัญหาได้กับทั้ง 2 ฝ่ายนอกจากการต้องออกจากงานหรือไม่ บางทีเมื่อเราเปิดใจคุยกับนายจ้างอย่างตรงไปตรงมาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วอาจมีทางออกอื่นที่ดีกว่าโดยที่เราไม่จำเป็นต้องออกจากงานก็ได้

<strong><span style="color: #ff0000;">4.ตรวจสอบเรื่องเงินค่าชดเชยต่าง ๆ</span> </strong>

หากสุดท้ายแล้วจำเป็นต้องออกจริง ๆ สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบคือเรื่อง “เงิน” เพราะเมื่อ<strong>ถูกไล่ออก</strong>เราจะเป็นคนว่างงาน จึงต้องบริหารจัดการเงินให้ดี ดังนั้น จึงต้องตรวจสอบเรื่องค่าชดเชยตามกฎหมายให้รอบคอบ ให้เราได้เงินอย่างถูกต้องครบถ้วน

รวมถึงเงินอื่น ๆ ที่นายจ้างต้องให้เราจากการเลิกจ้าง เช่น เงินเดือนค้างชำระ ค่าเสียหายจากการถูกเลิกจ้าง ค่าวันหยุดพักผ่อนประจำปีที่ยังไม่ได้จ่ายเรา ตลอดจนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ Provident Fund ซึ่งเงินเหล่านี้จะเป็นเงินทุนสำคัญให้เราตั้งตัวได้ง่ายขึ้นหลังจากที่ต้องกลายเป็นคนว่างงาน

<span style="color: #ff0000;"><strong>5.ตั้งใจสมัครงานใหม่สัมภาษณ์ให้ผ่าน</strong></span>

หลังจากถูกให้ออกแล้ว การหางานใหม่เป็นสิ่งเร่งด่วนที่ควรรีบทำให้ได้มากที่สุด ให้เรากลับมามีชีวิตที่มั่นคงอีกครั้ง ซึ่งก็ต้องตั้งสติและให้ความสำคัญกับการทำ Resume ให้ดี เขียน Cover Letter อย่างถูกต้อง เตรียมตัวสัมภาษณ์งานด้วยความตั้งใจ สร้างความมั่นใจให้ตัวเองมาก ๆ อย่านำการ<strong>ถูกไล่ออก</strong>มาเป็นเหตุทำให้เสียความเชื่อมั่น จนไม่กล้าที่จะสมัครงานใหม่

<span style="color: #ff0000;"><strong>6.หางานอิสระเสริมทำควบคู่กับงานประจำ</strong></span>

เพราะการ<strong>ถูกไล่ออก</strong>บอกเราอย่างชัดเจนแล้วว่า “อะไรก็เกิดขึ้นได้” และ “ชีวิตคือความไม่แน่นอน” ดังนั้น เมื่อสมัครงานได้ใหม่อีกครั้ง แม้จะดูเป็นงานที่มั่นคงมากแค่ไหน เราก็ไม่ควรชะล่าใจ ควรหางานอิสระ หาช่องทางรายได้เสริมเพิ่มเติมไว้ด้วย เพื่อให้ก้าวต่อจากนี้ไปของเรา เป็นก้าวที่มั่นคงได้มากขึ้น ไม่ได้ฝากชีวิตเอาไว้กับงานประจำใดเพียงแค่งานเดียว

หัวใจสำคัญของชีวิตหลังการ<strong>ถูกไล่ออก</strong>จากงาน คือ เรื่องของการปรับตัว และการใช้ชีวิตอย่างมีสติ เพื่อให้เรายังคงดำเนินชีวิตต่อไปได้ อย่างมีกำลังใจ มีค่าใช้จ่ายเพียงพอสำหรับตัวเอง และครอบครัว และมีความสุขในทุก ๆ วัน

ซึ่งเราจำเป็นต้องตระหนักเอาไว้เสมอว่า คุณค่าในตัวเรายังคงไม่ได้สูญหายไปไหน แม้จะ<strong>ถูกไล่ออก</strong> เพราะตราบที่ยังไม่หมดลมหายใจ เราก็ยังพัฒนาตัวเองขึ้นมาใหม่ได้ ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนที่สร้างผลงานที่ดี และมีคุณภาพได้อีกครั้งเสมอ						</div>
				</div>
					</div>
		</div>
							</div>
		</section>
							</div>
		<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/checklist/">Check List ที่ต้องใส่ใจ เมื่อถูกไล่ออกจากงาน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/checklist/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>8 ข้อคิดในการบริหารองค์กรและธุรกิจสู่ความสำเร็จ</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/organization/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/organization/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2021 11:12:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหารองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=969</guid>

					<description><![CDATA[<p>1.เสริมสร้างความภูมิใจที่ได้ทำงานกับองค์กร เพราะเมื่อพนักงานมีความพอใจ มีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาก็จะภูมิใจที่ได้ทำงานกับเรา ให้ความร่วมมือและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.สื่อสารชัดเจนทั่วถึงในทุกระดับชั้น องค์กรจะขับเคลื่อนอย่างมีพลังไปในทิศทางเดียวกันได้ ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งจากผู้บริหารถึงพนักงานและจากพนักงานถึงผู้บริหาร โดยเราต้องสื่อสารจากผู้บริหารระดับสูง แล้วต่อเนื่องไปตามลำดับ มีการประชุมพนักงาน มีสื่อและช่องทางการสื่อสารที่ทำให้ทุกคนทราบเรื่องโดยทั่วถึงพร้อมกัน  3.ต้องรู้ว่าควรดูแลพนักงานอย่างไร เรื่องของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญมาก บริษัทต้องรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ให้พนักงานรู้สึกดีที่ได้ทำงานกับเราในทุกวัน และสิ่งสำคัญคือ การให้อำนาจและความไว้วางใจกับพนักงาน เมื่อสอนงานพนักงานแล้ว และให้เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานแล้ว ไม่ควรบอกให้พนักงานทำตามที่เราต้องการ เพราะจะเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ 4.วัฒนธรรมองค์กรเป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ วัฒนธรรมองค์กรที่แต่ละบริษัทสร้างขึ้น จะเป็นสิ่งที่พนักงานใช้เป็นหลักในการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันรักษาไว้ โดยวัฒนธรรมองค์กรที่ดีต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริง เห็นผลจริง เพื่อให้ทุกคนเกิดความเชื่อมั่น และปฏิบัติตามโดยพร้อมเพรียงกัน จนเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนที่มหาศาล 5.ทำดีได้ดี ทำไม่ดีต้องได้รับโทษ การทำงานในบริษัท องค์กรต้องแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าอะไรถูกอะไรผิด คนไหนทำไม่ดีต้องได้รับโทษ ส่วนใครทำดีก็ได้รางวัลไม่มีข้อยกเว้นเรื่องตำแหน่ง ฐานะ เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจ ที่จะทำดีและปฏิบัติตนเป็นพนักงานที่ดีขององค์กร 6.สนับสนุนให้พนักงานเติบโตก้าวหน้า การฝึกอบรมพนักงานมีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อพนักงานเก่งขึ้น เติบโตขึ้น รู้สึกว่าตัวเองสำเร็จ ก็จะทุ่มเททำให้องค์กรประสบความสำเร็จตามไปด้วย 7.รู้จักจุดเด่นของคนทำงาน ไม่มีใครรู้ปัญหาขององค์กรได้ดีกว่าพนักงาน ดังนั้น บริษัทจึงต้องฟังเสียงของคนทำงานและรู้จักจุดเด่นของพนักงานแต่ละคน เพื่อเสริมจุดเด่นของพวกเขา และให้เขารับหน้าที่สำคัญในจุดที่ถนัดที่สุด 8.ทำให้ทุกคนรู้เป้าหมายของตัวเอง โดยธรรมชาติแล้ว คนเราต้องการทำเป้าหมายให้สำเร็จ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/organization/">8 ข้อคิดในการบริหารองค์กรและธุรกิจสู่ความสำเร็จ</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.</strong><strong>เสริมสร้างความภูมิใจ</strong><strong>ที่ได้ทำงานกับองค์กร</strong></span></p>
<p>เพราะเมื่อพนักงานมีความพอใจ มีความสุข รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า เขาก็จะภูมิใจที่ได้ทำงานกับเรา ให้ความร่วมมือและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.</strong><strong>สื่อสารชัดเจนทั่วถึงในทุกระดับชั้น</strong></span></p>
<p><strong>องค์กร</strong>จะขับเคลื่อนอย่างมีพลังไปในทิศทางเดียวกันได้ ต้องอาศัยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพทั้งจากผู้บริหารถึงพนักงานและจากพนักงานถึงผู้บริหาร โดยเราต้องสื่อสารจากผู้บริหารระดับสูง แล้วต่อเนื่องไปตามลำดับ มีการประชุมพนักงาน มีสื่อและช่องทางการสื่อสารที่ทำให้ทุกคนทราบเรื่องโดยทั่วถึงพร้อมกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"> <strong>3.</strong><strong>ต้องรู้ว่าควรดูแลพนักงานอย่างไร</strong></span></p>
<p>เรื่องของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญมาก บริษัทต้องรู้ว่าควรจะทำอย่างไร ให้พนักงานรู้สึกดีที่ได้ทำงานกับเราในทุกวัน และสิ่งสำคัญคือ การให้อำนาจและความไว้วางใจกับพนักงาน เมื่อสอนงานพนักงานแล้ว และให้เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานแล้ว ไม่ควรบอกให้พนักงานทำตามที่เราต้องการ เพราะจะเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.</strong><strong>วัฒนธรรมองค์กร</strong><strong>เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ</strong></span></p>
<p>วัฒนธรรม<strong>องค์กร</strong>ที่แต่ละบริษัทสร้างขึ้น จะเป็นสิ่งที่พนักงานใช้เป็นหลักในการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันรักษาไว้ โดยวัฒนธรรม<strong>องค์กร</strong>ที่ดีต้องเป็นสิ่งที่ทำได้จริง เห็นผลจริง เพื่อให้ทุกคนเกิดความเชื่อมั่น และปฏิบัติตามโดยพร้อมเพรียงกัน จนเกิดเป็นพลังขับเคลื่อนที่มหาศาล</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.</strong><strong>ทำดีได้ดี ทำไม่ดีต้องได้รับโทษ</strong></span></p>
<p>การทำงานในบริษัท <strong>องค์กร</strong>ต้องแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าอะไรถูกอะไรผิด คนไหนทำไม่ดีต้องได้รับโทษ ส่วนใครทำดีก็ได้รางวัลไม่มีข้อยกเว้นเรื่องตำแหน่ง ฐานะ เพื่อให้ทุกคนมีกำลังใจ ที่จะทำดีและปฏิบัติตนเป็นพนักงานที่ดีของ<strong>องค์กร</strong></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>6.</strong><strong>สนับสนุนให้พนักงานเติบโตก้าวหน้า</strong></span></p>
<p>การฝึกอบรมพนักงานมีส่วนสำคัญมากที่จะทำให้<strong>องค์กร</strong>ประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อพนักงานเก่งขึ้น เติบโตขึ้น รู้สึกว่าตัวเองสำเร็จ ก็จะทุ่มเททำให้<strong>องค์กร</strong>ประสบความสำเร็จตามไปด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>7.</strong><strong>รู้จักจุดเด่นของคนทำงาน</strong></span></p>
<p>ไม่มีใครรู้ปัญหาของ<strong>องค์กร</strong>ได้ดีกว่าพนักงาน ดังนั้น บริษัทจึงต้องฟังเสียงของคนทำงานและรู้จักจุดเด่นของพนักงานแต่ละคน เพื่อเสริมจุดเด่นของพวกเขา และให้เขารับหน้าที่สำคัญในจุดที่ถนัดที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>8.</strong><strong>ทำให้ทุกคนรู้เป้าหมายของตัวเอง</strong></span></p>
<p>โดยธรรมชาติแล้ว คนเราต้องการทำเป้าหมายให้สำเร็จ คนที่ไม่พยายาม อาจไม่ได้หมายความว่าเขาแย่ แต่เขาอาจแค่ยังไม่รู้เป้าหมายของตัวเองเท่านั้น ดังนั้น บริษัทจึงควรทำให้พนักงานทุกคนรู้เป้าหมายของตัวเอง เพื่อให้เขาเกิดพลังกายใจในการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/organization/">8 ข้อคิดในการบริหารองค์กรและธุรกิจสู่ความสำเร็จ</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/organization/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Check List ก่อนลาออกจากงาน เพื่อทะยานสู่ชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resign30/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resign30/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 07 Oct 2021 11:12:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การบริหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=971</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยาก ลาออก จากงาน แล้วต้องมาเสี่ยงเริ่มต้นใหม่กับการเดินทางที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมั่นคงได้มากแค่ไหน แต่หากสุดท้ายเราพิจารณาแล้วอย่างมั่นใจว่างานที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่ การตัดสินใจ ลาออก ก็เป็นทางออกที่ควรทำ เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เราก้าวหน้าไปสู่จุดหมายที่ฝันไว้ โดยเพื่อให้การตัดสินใจ ลาออก จากงานของเรานำไปสู่การเริ่มต้นที่ดีกว่าเดิมได้ย่างแท้จริง มีสิ่งสำคัญที่ต้อง Check List ตรวจสอบเตรียมพร้อมให้ดีก่อน ดังต่อไปนี้ 1.มีเงินสำรองเพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นการลาออกด้วยเหตุผลใด เราต้องมั่นใจเสียก่อนว่า เรามีเงินสำรองเพียงพออย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อใช้ดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะหากเรามีลูก มีครอบครัวที่ต้องดูแล มีภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ ต้องรับผิดชอบ ยิ่งต้องวางแผนการเงินก่อนลาออกให้รอบคอบชัดเจน ต้องดูว่ารายจ่ายจำเป็นของเรามีอะไรบ้างเป็นจำนวนเงินเท่าไรต่อเดือน และรายได้ประจำของเราหลังหักภาษีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เพียงพอหรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม และเงินสะสมอื่น ๆ ด้วยว่าเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง สามารถเบิกถอนได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องของประกันสังคม ก็จำเป็นต้องศึกษาให้ดีก่อนลาออกด้วย เพราะการลาออก กับ ถูกให้ออก มีเงื่อนไขของผลประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างกัน 2.ตรวจสอบสัญญาจ้างให้ดี ก่อนลาออกจากงานควรตรวจสอบสัญญาจ้างให้รอบครอบอีกครั้ง เพราะบางครั้งสัญญาจ้างของเราอาจมีระบุไว้ด้วยว่า “ห้ามทำงานกับคู่ค้าคู่แข่ง” [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign30/">Check List ก่อนลาออกจากงาน เพื่อทะยานสู่ชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยาก<strong> ลาออก </strong>จากงาน แล้วต้องมาเสี่ยงเริ่มต้นใหม่กับการเดินทางที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมั่นคงได้มากแค่ไหน แต่หากสุดท้ายเราพิจารณาแล้วอย่างมั่นใจว่างานที่ทำอยู่นั้นไม่ใช่ การตัดสินใจ <strong>ลาออก </strong>ก็เป็นทางออกที่ควรทำ เพื่อไม่ให้ต้องเสียเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้เราก้าวหน้าไปสู่จุดหมายที่ฝันไว้</p>
<p>โดยเพื่อให้การตัดสินใจ<strong> ลาออก</strong> จากงานของเรานำไปสู่การเริ่มต้นที่ดีกว่าเดิมได้ย่างแท้จริง มีสิ่งสำคัญที่ต้อง Check List ตรวจสอบเตรียมพร้อมให้ดีก่อน ดังต่อไปนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.มีเงินสำรองเพียงพอ</strong></span></p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการ<strong>ลาออก</strong>ด้วยเหตุผลใด เราต้องมั่นใจเสียก่อนว่า เรามีเงินสำรองเพียงพออย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อใช้ดูแลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้ โดยเฉพาะหากเรามีลูก มีครอบครัวที่ต้องดูแล มีภาระค่าใช้จ่าย เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ ต้องรับผิดชอบ ยิ่งต้องวางแผนการเงินก่อน<strong>ลาออก</strong>ให้รอบคอบชัดเจน ต้องดูว่ารายจ่ายจำเป็นของเรามีอะไรบ้างเป็นจำนวนเงินเท่าไรต่อเดือน และรายได้ประจำของเราหลังหักภาษีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง เพียงพอหรือไม่</p>
<p>ตลอดจนตรวจสอบเรื่องกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม และเงินสะสมอื่น ๆ ด้วยว่าเป็นอย่างไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง สามารถเบิกถอนได้หรือไม่ รวมถึงเรื่องของประกันสังคม ก็จำเป็นต้องศึกษาให้ดีก่อน<strong>ลาออก</strong>ด้วย เพราะการ<strong>ลาออก</strong> กับ ถูกให้ออก มีเงื่อนไขของผลประโยชน์ที่ได้รับแตกต่างกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.ตรวจสอบสัญญาจ้างให้ดี</strong></span></p>
<p>ก่อน<strong>ลาออก</strong>จากงานควรตรวจสอบสัญญาจ้างให้รอบครอบอีกครั้ง เพราะบางครั้งสัญญาจ้างของเราอาจมีระบุไว้ด้วยว่า “ห้ามทำงานกับคู่ค้าคู่แข่ง” มีเงื่อนไขต่าง ๆ กำหนดเอาไว้ อาจเป็นเรื่องระยะเวลา 1-2 ปี ที่ห้ามไปสมัครทำงานที่ใหม่กับบริษัทที่เป็นคู่แข่งของบริษัทเดิม การสำรวจสัญญาจ้างก่อน<strong>ลาออก</strong> จะช่วยให้เราไม่พลาดทำผิดเงื่อนไขจนเกิดปัญหาตามมาภายหลัง และวางแผนการสมัครงานที่ใหม่ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มากยิ่งขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.อัพเดทเรซูเม่ในทุกช่องทางการสมัครงาน</strong></span></p>
<p>ไม่ว่าจะเป็น CV, Cover Letter หรือ ข้อมูลใน LinkedIn  และข้อมูลในช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของเรา ควรได้รับการอัพเดทเพื่อให้พร้อมเปิดรับกับโอกาสในการสมัครงานที่ใหม่ ทั้งนี้ 1 CV ควรใช้สมัครงานเพียง 1 ตำแหน่งเท่านั้น ไม่ควรหว่านส่งไปทั่วหลายตำแหน่ง</p>
<p>ในขณะเดียวกันหากต้องการเพิ่มโอกาสได้งานที่ดีให้มากขึ้น ควรศึกษาตลาดงาน สำรวจเงินเดือนของตำแหน่งที่เราต้องการสมัครให้ดี พร้อมกับตรวจสอบดูว่าในตำแหน่งงานที่ตั้งเป้าไว้นั้น ต้องการทักษะอะไรบ้าง เพื่อให้เราเตรียมตัว เตรียมข้อมูลในการตอบคำถามสัมภาษณ์ได้อย่างเหมาะสม สำรวจตัวเองดูว่าสามารถ Transferable หรือโอนย้ายทักษะใดที่เรามี ไปสร้างประโยชน์ให้กับการทำงานในตำแหน่งนั้น ๆ ได้บ้าง พร้อมกับนำข้อมูลเหล่านี้ ไว้ใช้ในการเจรจาต่อรองผลตอบแทนด้วย</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.เตรียมช่องทางรายได้เสริมและการประหยัดค่าใช้จ่ายให้พร้อม</strong></span></p>
<p>สิ่งสำคัญที่เราต้องไม่ลืมคือ บางทีสิ่งที่ไม่คาดคิดก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้นเมื่อตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong> เราจึงควรวางแผนอนาคตเอาไว้ให้พร้อมที่สุด ไม่ควรคิดหวังพึ่งพารายได้เพียงแค่ทางเดียว ควรหาช่องทางรายได้เพิ่มทางอื่นด้วย เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะได้งานใหม่เมื่อไร หรือต้องออกจากงานอีกครั้งเมื่อไร</p>
<p>ในขณะเดียวกัน ก็ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝัน เช่น เกิดอุบัติเหตุ เจ็บป่วย โดยเฉพาะกับคนที่มีลูกเล็ก มีครอบครัว การคิดเผื่อวางแผนทำประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเอาไว้ให้ตัวเอง และคนที่รัก ก็ถือเป็นการสร้างความคุ้มครอง ที่ช่วยให้หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาในระหว่างที่กำลังหางาน จะได้มีเงินสำรองใช้จ่ายไม่เกิดปัญหา</p>
<p>การตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>จากงาน ถือเป็นก้าวสำคัญของชีวิต เป็นจุดเปลี่ยนที่อาจพาเราไปสู่จุดที่ดีกว่า หรือแย่ลงกว่าเดิมก็ได้ ดังนั้น ยิ่งเราเตรียมความพร้อมได้ดีมากเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้ก้าวไปสู่จุดหมายที่ตั้งใจได้สำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งขอเพียงแค่เราตัดสินใจอย่างมีสติ ไตร่ตรองด้วยความรอบคอบ และมีเหตุผล ไม่ใช้เพียงแค่อารมณ์ การ<strong>ลาออก</strong>จากงานก็จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่เป็นเรื่องดีที่จะสร้างโอกาสให้ตัวเราเขยิบเข้าใกล้กับความสำเร็จได้มากขึ้นกว่าเดิม</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign30/">Check List ก่อนลาออกจากงาน เพื่อทะยานสู่ชีวิตใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resign30/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resign09/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resign09/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 10 Sep 2021 09:12:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[บริษัท]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ยื่นใบลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[สัญญาณเตือน]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพในฝัน]]></category>
		<category><![CDATA[ใบลาออก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=927</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผลสำรวจจากงานวิจัยพบว่า 85% ของพนักงานไม่ได้ชอบและไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ หรือตกอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า “Disengagement” คือรู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนทุกองค์กรเสมอไป เพราะก็ยังมีอีกหลายบริษัท ที่พนักงานรู้สึกมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มี Engagement Score สูงกว่า 80% ซึ่งหมายความว่า 8 ใน 10 คนขององค์กรนั้น รู้สึก Happy กับการทำงาน แล้วอะไรกันล่ะที่จะช่วยบอกได้ว่า เรามีความสุขกับงานที่ทำจริง ๆ 5 สัญญาณเตือนจากนี้ไป จะช่วยให้เราทบทวนตัวเองได้ชัดเจนขึ้นว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราต้อง “ยื่นใบลาออก” 1.เราบ่น นินทา หัวหน้าและบริษัทเป็นประจำ หากทุก ๆ วันของเราคือ การบ่น เม้าท์ ให้แฟน เพื่อน ๆ พ่อแม่ และคนในครอบครัวฟัง ถึงความน่าเบื่อหน่ายที่มีต่อหัวหน้างาน ความไม่มีความสุขต่องานที่ทำ หรือต่อบริษัท นี่คือสัญญาณเตือนภัยแรกที่สะกิดใจเราได้ดีว่า เราอาจไม่ไหวกับงานและองค์กรนี้อีกแล้ว 2.รู้สึกไม่อยากไปทำงาน หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่า แต่ละวันคือการทำงานเพื่อเฝ้ารอคอยวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันหยุดสักที รวมถึงมีอาการ Sunday [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign09/">5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ผลสำรวจจากงานวิจัยพบว่า </span><span style="font-weight: 400;">85% </span><span style="font-weight: 400;">ของพนักงานไม่ได้ชอบและไม่ได้มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ หรือตกอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า “</span><span style="font-weight: 400;">Disengagement</span><span style="font-weight: 400;">” คือรู้สึกไม่มีคุณค่า ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งกับองค์กร แต่อย่างไรก็ตามตัวเลขสถิติดังกล่าวก็ใช่ว่าจะใช้ได้กับทุกคนทุกองค์กรเสมอไป </span><span style="font-weight: 400;">เพราะก็ยังมีอีกหลายบริษัท ที่พนักงานรู้สึกมีความสุขกับงานที่ทำอยู่ มี </span><span style="font-weight: 400;">Engagement Score </span><span style="font-weight: 400;">สูงกว่า </span><span style="font-weight: 400;">80%</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งหมายความว่า </span><span style="font-weight: 400;">8 </span><span style="font-weight: 400;">ใน </span><span style="font-weight: 400;">10 </span><span style="font-weight: 400;">คนขององค์กรนั้น รู้สึก </span><span style="font-weight: 400;">Happy </span><span style="font-weight: 400;">กับการทำงาน </span><span style="font-weight: 400;">แล้วอะไรกันล่ะที่จะช่วยบอกได้ว่า เรามีความสุขกับงานที่ทำจริง ๆ </span><span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">สัญญาณเตือนจากนี้ไป จะช่วยให้เราทบทวนตัวเองได้ชัดเจนขึ้นว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราต้อง “ยื่นใบ<strong>ลาออก</strong>”</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>1.เราบ่น นินทา หัวหน้าและบริษัทเป็นประจำ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทุก ๆ วันของเราคือ การบ่น เม้าท์ ให้แฟน เพื่อน ๆ พ่อแม่ และคนในครอบครัวฟัง ถึงความน่าเบื่อหน่ายที่มีต่อหัวหน้างาน ความไม่มีความสุขต่องานที่ทำ หรือต่อบริษัท นี่คือสัญญาณเตือนภัยแรกที่สะกิดใจเราได้ดีว่า เราอาจไม่ไหวกับงานและองค์กรนี้อีกแล้ว</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>2.รู้สึกไม่อยากไปทำงาน</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากสำรวจตัวเองแล้วพบว่า แต่ละวันคือการทำงานเพื่อเฝ้ารอคอยวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันหยุดสักที รวมถึงมีอาการ </span><span style="font-weight: 400;">Sunday Night Anxiety</span> <span style="font-weight: 400;">หรือ เกิดความกลัว ความเครียด เมื่อถึงคืนวันอาทิตย์ เพราะรู้สึกว่าพรุ่งนี้วันจันทร์ ไม่อยากไปทำงานเลย อาการเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกได้ดีเลยว่า เรากำลังฝืนทำในงานที่ไม่ใช่ ไม่เหมาะกับเรา</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>3.เครียดได้ง่ายกว่าปกติ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ร่างกายของเราสัมพันธ์กับสภาวะจิตใจเสมอ ซึ่งเมื่อฝืนทำในงานที่ไม่ชอบ ฝืนอยู่ในบริษัทที่ไม่ใช่ ร่างกายก็จะรับรู้และเกิดความเครียดได้ง่าย รู้สึกปวดหัว ปวดท้อง ไมเกรนขึ้น หรือบางกรณีก็เป็นกรดไหลย้อน ฯลฯ หากพบว่าร่างกายป่วยบ่อย ไม่สบายง่าย นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า จิตใจเรากำลังอยู่ในสภาวะย่ำแย่จากการทำงานที่ไม่มีความสุข</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>4.รู้สึกตัวเองไม่มีค่า</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากทำงานแล้วรู้สึกว่า เราไม่ได้ใช้ความสามารถของตัวเองเลย รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอากาศ ไม่มีตัวตน ไม่มีอะไรดี ก็อาจแสดงได้ว่าเราไม่ได้อยู่ในที่ที่ทำให้เรามีแรงบันดาลใจในการทำงานได้ แต่อย่างไรก็ตาม การจะบอกว่า “ไม่มีอะไรดีเลย” ก็ต้องพิจารณาจากผลงาน จากฟีดแบคเพื่อนร่วมงานและหัวหน้าด้วย อย่าเหมาไปเองเด็ดขาด</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;"><b>5.ไม่เห็นหนทางเติบโตไปต่อ</b></span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">หากงานที่ทำอยู่ บริษัทที่สังกัดอยู่ ทำให้เรารู้สึกมองไม่เห็นโอกาสเติบโต ไม่เห็นโอกาสก้าวหน้า และมองเห็นเพียงแต่การลดปริมาณพนักงานลงเรื่อย ๆ จนเรารู้สึกไม่มั่นคงว่า ครั้งต่อไปจะเป็นเราหรือเปล่าที่ถูกให้ออก ความรู้สึกที่ว่านี้เป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนเราได้ดีว่า การฝืนอยู่ต่อไปไม่น่าจะใช่ทางออกที่ดี</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">5 </span><span style="font-weight: 400;">สัญญาณเตือนที่กล่าวมานี้ ช่วยให้เรารู้สึกตัวเองได้ดีว่า งานที่ทำอยู่ องค์กรที่สังกัดอยู่ อาจไม่ใช่ที่สำหรับเรา และเราควรตัดสินใจบอกลา เพื่อพาตัวเองไปสู่ในที่ที่ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การที่เราจะตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>นั้น ต้องไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่า “เราไม่ชอบคน” เพราะเราหนีคนไม่พ้น ไปที่ใหม่ก็ยังต้องทำงานกับคนอยู่ดี </span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ซึ่งก็มีความเสี่ยงเจอคนแบบเดิมที่เราไม่ชอบแน่ ๆ หรือต้องไม่ใช่เหตุผลว่า “เพราะเราขี้เกียจ” เนื่องจากไม่ว่าจะทำงานใด ทำที่ใด เราก็ต้องขยันและรับผิดชอบทุ่มเทต่องานทั้งสิ้น</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในงาน ๆ หนึ่งที่เรารักมาก ๆ ที่เรารู้สึกว่านี่แหละเป็นงานที่ใช่สำหรับเรา บางทีก็มาพร้อมกับกิจกรรมบางอย่างที่เราไม่ชอบ เช่น อาชีพครู ชอบสอน ชอบเห็นนักเรียนมีความสุข เติบโตก้าวหน้าประสบความสำเร็จ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกับนักเรียนเกเร ขี้เกียจ โกหก ความประพฤติไม่ดี ฯลฯ ให้ต้องหงุดหงิดท้อแท้ได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ด้วยเหตุนี้เอง ไม่ว่าอย่างไร เราทุกคนจึงจำเป็นต้องสู้ ต้องอดทน มีระเบียบวินัย เหนื่อยได้ ท้อแท้ได้ แต่ต้องไม่ยอมแพ้ เพราะเมื่อใดที่เราอ่อนแอ เราก็จะไม่สามารถพาตัวเองก้าวไปสู่ความสำเร็จที่เป็นความสุขและเป็นเส้นชัยในฝันของเราได้เลย</span></p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign09/">5 สัญญาณเตือนคนทำงาน สู่การตัดสินใจลาออก</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resign09/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิธีค้นหาจุดแข็งในตัวเองง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/strengths/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/strengths/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 03 Sep 2021 12:34:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Strengths Finder]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาตนเอง]]></category>
		<category><![CDATA[จุดอ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[จุดแข็ง]]></category>
		<category><![CDATA[พรสวรรค์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=709</guid>

					<description><![CDATA[<p>เรื่องของ Strengths Finder การค้นหา จุดแข็ง จุดที่เราทำได้ดีที่เป็นพรสวรรค์ของตัวเราเองนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิต เพราะเราจะมีความสุขที่ได้ทำสิ่งนั้นในทุก ๆ วัน จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และสร้างผลงานที่ดีออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกันกับงานวิจัยที่พบว่า เมื่อคนเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ที่ถนัด ที่เป็น จุดแข็ง ของตัวเองแล้ว จะทำให้รู้สึกชอบงานที่ทำ มีความสุข มี Productivity และทำงานมีส่วนร่วมกับบริษัทได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากหัวน้าได้มอบหมายงานให้เข้ากับจุดเด่นของลูกน้อง ก็จะยิ่งช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น แม้จุดอ่อนจะเป็นสิ่งที่ควรต้องปรับปรุง พัฒนา แต่หลาย ๆ ครั้ง การเสริม จุดแข็ง ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าการพัฒนาจุดอ่อน เพราะบ่อยครั้งเราก็เผลอเอาตัวเองเปรียบเทียบกับคนอื่นมากเกินไป จนรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า มีจุดอ่อนมากมาย และพยายามปรับปรุงทักษะของเราให้เป็นอย่างเขาเสมอ โดยที่ลืมคิดไปว่า เราเองก็มีจุดเด่นจุดแข็งที่ติดตัวมาเช่นกัน วิธีการง่าย ๆ ที่จะทำให้เราค้นหาจุดแข็ง จุดเด่นในตัวเองเจอ คือ การสังเกตจากกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใดก็แล้วแต่ หากเพียงแค่ได้ยินชื่อขึ้นมาแล้วหัวใจรู้สึก “อยากทำ” ชอบที่ได้ทำ เวลาทำกิจกรรมนั้นสามารถทำได้อย่างรื่นไหล ทำแล้วมีคนชม ระหว่างทำรู้สึกว่า “โอ้โห นี่เราทำได้อย่างไรนะ” และเมื่อทำเสร็จจะรู้สึกอยากทำอีก [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/strengths/">วิธีค้นหาจุดแข็งในตัวเองง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องของ Strengths Finder การค้นหา <strong>จุดแข็ง </strong>จุดที่เราทำได้ดีที่เป็นพรสวรรค์ของตัวเราเองนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิต เพราะเราจะมีความสุขที่ได้ทำสิ่งนั้นในทุก ๆ วัน จะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า และสร้างผลงานที่ดีออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกันกับงานวิจัยที่พบว่า เมื่อคนเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ ที่ถนัด ที่เป็น <strong>จุดแข็ง</strong> ของตัวเองแล้ว จะทำให้รู้สึกชอบงานที่ทำ มีความสุข มี Productivity และทำงานมีส่วนร่วมกับบริษัทได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากหัวน้าได้มอบหมายงานให้เข้ากับจุดเด่นของลูกน้อง ก็จะยิ่งช่วยให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น</p>
<p>แม้จุดอ่อนจะเป็นสิ่งที่ควรต้องปรับปรุง พัฒนา แต่หลาย ๆ ครั้ง การเสริม <strong>จุดแข็ง</strong> ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าการพัฒนาจุดอ่อน เพราะบ่อยครั้งเราก็เผลอเอาตัวเองเปรียบเทียบกับคนอื่นมากเกินไป จนรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า มีจุดอ่อนมากมาย และพยายามปรับปรุงทักษะของเราให้เป็นอย่างเขาเสมอ โดยที่ลืมคิดไปว่า เราเองก็มีจุดเด่น<strong>จุดแข็ง</strong>ที่ติดตัวมาเช่นกัน</p>
<p>วิธีการง่าย ๆ ที่จะทำให้เราค้นหา<strong>จุดแข็ง</strong> จุดเด่นในตัวเองเจอ คือ การสังเกตจากกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใดก็แล้วแต่ หากเพียงแค่ได้ยินชื่อขึ้นมาแล้วหัวใจรู้สึก “อยากทำ” ชอบที่ได้ทำ เวลาทำกิจกรรมนั้นสามารถทำได้อย่างรื่นไหล ทำแล้วมีคนชม ระหว่างทำรู้สึกว่า “โอ้โห นี่เราทำได้อย่างไรนะ” และเมื่อทำเสร็จจะรู้สึกอยากทำอีก มีความสุข ฯลฯ หากกิจกรรมใดก็ตามทำให้เราเกิดความรู้สึกเช่นนี้ได้ ก็เป็นไปได้สูงว่านี่แหละคือสิ่งที่เป็น<strong>จุดแข็ง</strong>ของเรา</p>
<p>ในกรณีที่ยังไม่รู้สึกว่ามีกิจกรรมใด หรืองานใด ทำให้เกิดความรู้สึกดีที่ได้ทำ เราจำเป็นต้องออกค้นหา<strong>จุดแข็ง</strong>ของตัวเองด้วยการ “ทดลองทำกิจกรรมต่าง ๆ เพิ่มเติม” ทำในสิ่งที่แปลกใหม่ แหวกแนวออกไปจากที่เคยทำมา รวมถึงอาจจะใช้การอ่านหนังสือใหม่ ๆ ออกเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ๆ พบปะผู้คนใหม่ ๆ ร่วมด้วย เพื่อให้เราได้ศึกษาความเป็นตัวเองมากขึ้นว่า อะไรเป็นสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเรา ซึ่งการได้ทดลองทำกิจกรรมใหม่ ๆ นั้น ถือเป็นการปลดล็อกศักยภาพที่ยังค้นหาไม่เจอที่ซ่อนอยู่ในตัวเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด</p>
<p>ทุกความฝัน ทุกเป้าหมายในชีวิต ล้วนมีโอกาสสำเร็จเป็นจริงได้มากขึ้น หากเราได้ทำในสิ่งที่ชอบและทำได้ดี ดังนั้น การทำ Strengths Finder ค้นหา<strong>จุดแข็ง</strong>ในตัวเอง จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และไม่มีคำว่าสายเกินไป เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราค้นพบเจอว่า <strong>จุดแข็ง</strong>ของตัวเองคืออะไร ความสุขในการทำงาน ในการใช้ชีวิตก็จะเกิดขึ้นได้ทันที ซึ่งเราสามารถเริ่มต้นค้นหา<strong>จุดแข็ง</strong> จุดเด่น ที่ซ่อนอยู่ในตัวเองได้ตั้งแต่วันนี้ ด้วยการตั้งคำถามทบทวนตัวเอง และลงมือทดลองหาสิ่งที่ทำแล้วทำให้ใจรู้สึกดี</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/strengths/">วิธีค้นหาจุดแข็งในตัวเองง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/strengths/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 ตัวอย่างพรสวรรค์ ตัวเรานั้นมีจุดแข็งแบบไหน</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/strengthsfinder03/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/strengthsfinder03/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Sep 2021 03:00:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Strengths Finder]]></category>
		<category><![CDATA[จุดแข็ง]]></category>
		<category><![CDATA[ประสบความสำเร็จ]]></category>
		<category><![CDATA[พรสวรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[หาจุดแข็ง]]></category>
		<category><![CDATA[เพิ่มศักยภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=699</guid>

					<description><![CDATA[<p>อย่ามัวแต่ตั้งคำถามว่า “เราขาดอะไร” แต่ให้ถามตัวเองใหม่ว่า “เรามีอะไรบ้างที่คนอื่นไม่มี” นี่คือหลักการสำคัญจากหนังสือ “เจาะจุดแข็ง : Strengths Finder” ที่ให้เราเริ่มต้นจากการหาจุดแข็งของตัวเองให้เจอ (Start with Strengths) แล้วดึงเอาพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ข้างใน มาสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตได้ตามเป้าหมายที่ฝันไว้ โดยเหตุผลที่เราทุกคนควรเริ่มต้นค้นให้พบพรสวรรค์จุดแข็งในตัวเองก่อนนั้น เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการเพิ่มพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ดังที่ Donald O. Clifton บิดาแห่งปรัชญาการบริหารคนด้วยจุดแข็งได้กล่าวเอาไว้ พรสวรรค์(Talent)คืออะไร? พรสวรรค์คือความเป็นธรรมชาติของเราที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ละคนจะมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกันไป เราจำเป็นจะต้องมีสติที่จะควบคุมให้ได้ ซึ่งนอกจากพรสวรรค์ในตัวแล้ว คนเราก็ยังมีพรแสวง (Investment) หรือความพยายามในการเรียนรู้ ฝึกฝนมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีอีกด้วย โดยเมื่อพรสวรรค์บวกรวมกับพรแสวง ก็จะกลายมาเป็น จุดแข็ง หรือ Strengths ที่นำพาเราไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้ง่ายขึ้นนั่นเอง พรสวรรค์ของคนเรามีกี่แบบ? ในหนังสือ “เจาะจุดแข็ง : Strengths Finder” จะมีแบบทดสอบที่ใช้กันมายาวนานกว่า 50 ปี และได้รับการพิสูจน์มาแล้วกว่า 21 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งจากผลการทดสอบจะแบ่งพรสวรรค์ของคนเราออกมาได้มากถึง 34 อย่าง จัดกลุ่มได้เป็น [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/strengthsfinder03/">4 ตัวอย่างพรสวรรค์ ตัวเรานั้นมีจุดแข็งแบบไหน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อย่ามัวแต่ตั้งคำถามว่า “เราขาดอะไร” แต่ให้ถามตัวเองใหม่ว่า “เรามีอะไรบ้างที่คนอื่นไม่มี” นี่คือหลักการสำคัญจากหนังสือ “เจาะจุดแข็ง : <strong>Strengths Finder</strong>” ที่ให้เราเริ่มต้นจากการหาจุดแข็งของตัวเองให้เจอ (Start with Strengths) แล้วดึงเอาพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ข้างใน มาสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตได้ตามเป้าหมายที่ฝันไว้</p>
<p>โดยเหตุผลที่เราทุกคนควรเริ่มต้นค้นให้พบพรสวรรค์จุดแข็งในตัวเองก่อนนั้น เพราะถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการเพิ่มพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ดังที่ Donald O. Clifton บิดาแห่งปรัชญาการบริหารคนด้วยจุดแข็งได้กล่าวเอาไว้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>พรสวรรค์(Talent)คืออะไร?</strong></span></p>
<p>พรสวรรค์คือความเป็นธรรมชาติของเราที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่ละคนจะมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกันไป เราจำเป็นจะต้องมีสติที่จะควบคุมให้ได้ ซึ่งนอกจากพรสวรรค์ในตัวแล้ว คนเราก็ยังมีพรแสวง (Investment) หรือความพยายามในการเรียนรู้ ฝึกฝนมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีอีกด้วย โดยเมื่อพรสวรรค์บวกรวมกับพรแสวง ก็จะกลายมาเป็น จุดแข็ง หรือ Strengths ที่นำพาเราไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้ง่ายขึ้นนั่นเอง</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>พรสวรรค์ของคนเรามีกี่แบบ?</strong></span></p>
<p>ในหนังสือ “เจาะจุดแข็ง : <strong>Strengths Finder</strong>” จะมีแบบทดสอบที่ใช้กันมายาวนานกว่า 50 ปี และได้รับการพิสูจน์มาแล้วกว่า 21 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งจากผลการทดสอบจะแบ่งพรสวรรค์ของคนเราออกมาได้มากถึง 34 อย่าง จัดกลุ่มได้เป็น 4 หมวดใหญ่ ได้แก่</p>
<p><span style="color: #000080;"><strong>กลุ่มที่ </strong><strong>1 พรสวรรค์เกี่ยวกับการปฏิบัติการ</strong></span></p>
<p>เก่งในเรื่องการปฏิบัติการ หรือ Execution ลงมือทำงานต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><span style="color: #000080;"><strong>กลุ่มที่ </strong><strong>2 พรสวรรค์เกี่ยวกับการจูงใจคน</strong></span></p>
<p>เก่งในเรื่องการโน้มน้าวให้ผู้คนเชื่อถือ เห็นด้วย คล้อยตาม เป็น Influencer โดยธรรมชาติ</p>
<p><span style="color: #000080;"><strong>กลุ่มที่ </strong><strong>3 พรสวรรค์เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์</strong></span></p>
<p>เก่งในเรื่องการติดต่อ ประสานงาน สร้าง Relationship และเครือข่ายทรงประสิทธิภาพ</p>
<p><span style="color: #000080;"><strong>กลุ่มที่ </strong><strong>4 พรสวรรค์เกี่ยวกับการคิดวิเคราะห์</strong></span></p>
<p>เก่งในเรื่องการวางแผน และการใช้ความคิดเชิงกลยุทธ์ เป็น Strategic Thinker</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>พรสวรรค์มีทั้งข้อดีข้อเสีย เพิ่มศักยภาพให้ถึงขีดสุดด้วยการใช้พรสวรรค์ให้ถูกวิธี</strong></span></p>
<p>พรสวรรค์เป็นเรื่องดี เราจึงจำเป็นต้องบริหารและสร้างสมดุลในการใช้พรสวรรค์ ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีพรสวรรค์เรื่องการปฏิบัติการ ลงมือทำงานเก่ง มีความรับผิดชอบ มุ่งมั่น ตั้งใจสูง แต่ในบางครั้ง การที่เขามุ่งมั่นกับบางสิ่ง ก็กลายเป็นละเลยสิ่งสำคัญอื่น ๆ ไปได้</p>
<p>อาจละเลยคนสำคัญในครอบครัวเพราะมัวยุ่งอยู่แต่กับงาน ละเลยสุขภาพตัวเอง หรือ ในคนที่มีพรสวรรค์ด้านการคิดวิเคราะห์ ก็อาจทำให้คนอื่น ๆ มองว่าเป็นคนคิดเยอะ คิดเล็กคิดน้อย จู้จี้จุกจิกได้ ฯลฯ ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องรู้จักตัวเอง มีสติควบคุมการใช้พรสวรรค์ของตัวเองให้สมดุล นำมาใช้กับการดำเนินชีวิตให้เกิดแง่บวก เกิดความสำเร็จให้ได้มากที่สุด</p>
<p>การทำแบบทดสอบเรื่อง <strong>Strengths Finder </strong>จะทำให้เราค้นพบจุดแข็งของตัวเราเองได้ ซึ่งจุดแข็งที่ได้ออกมานั้น จะแตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิงในแต่ละบุคคล น้อยคนมากที่จะได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกัน นั่นจึงแสดงให้เห็นว่า พรสวรรค์ หรือ จุดแข็งของคนเรา มีลักษณะคล้ายกับ Finger Print หรือรอยนิ้วมือซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเราจริง ๆ ไม่เหมือนคนอื่น และเราทุกคนก็ควรใช้สิ่งที่มีไม่เหมือนกันนี้ กรุยทางไปสู่เส้นทางที่ใช่ ที่ถนัด และใช้ทักษะเฉพาะตัวของเราบริหารจัดการชีวิตให้ก้าวไกลไปจนถึงจุดหมายที่ฝันในแบบที่เป็นตัวของเราเอง</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/strengthsfinder03/">4 ตัวอย่างพรสวรรค์ ตัวเรานั้นมีจุดแข็งแบบไหน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/strengthsfinder03/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่ ปัญหาโลกยุคใหม่ที่ทุกธุรกิจควรรู้เท่าทัน</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/resign/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/resign/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 02 Sep 2021 00:00:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Work From Home]]></category>
		<category><![CDATA[การแพร่ระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ประกอบการ]]></category>
		<category><![CDATA[ลาออก]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[เชื้อไวรัส]]></category>
		<category><![CDATA[โควิด-19]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=703</guid>

					<description><![CDATA[<p>ท่ามกลางวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชื่อว่า “The Great Resignation” หรือ “การ ลาออก ครั้งใหญ่” โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา แม้สภาพเศรษฐกิจจะดูเหมือนกระเตื้องฟื้นตัวขึ้น แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว มีผู้คนได้ตัดสินใจ ลาออก เป็นจำนวนมากจากงานที่ทำอยู่ ซึ่งในความเป็นจริง ยิ่งเกิดวิกฤต พวกเขาน่าจะยิ่งไม่ควรปล่อยมือจากงานที่มั่นคงเลย โดยในเดือนเมษายน มีรายงานว่า แรงงานกว่า 4 ล้านคนในสหรัฐฯ ลาออกจากงาน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2.7% ของ Work Force ในอเมริกา และตามมาด้วยในเดือนพฤษภาคมอีกประมาณ 3.6 ล้านคน (แหล่งข้อมูลจาก MAGNIFYMONEY SURVEY) ซึ่งในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจลาออกจากงานนั้น เป็นเพราะ 1.ติดใจการทำงานแบบ Work From Home วิกฤตโควิดทำให้ผู้คนเคยชินกับการทำงานแบบ Work From Home และ Work [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign/">ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่ ปัญหาโลกยุคใหม่ที่ทุกธุรกิจควรรู้เท่าทัน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ท่ามกลางวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นในประวัติศาสตร์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีชื่อว่า “The Great Resignation” หรือ “การ<strong> ลาออก </strong>ครั้งใหญ่” โดยตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา แม้สภาพเศรษฐกิจจะดูเหมือนกระเตื้องฟื้นตัวขึ้น แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้ว มีผู้คนได้ตัดสินใจ<strong> ลาออก</strong> เป็นจำนวนมากจากงานที่ทำอยู่ ซึ่งในความเป็นจริง ยิ่งเกิดวิกฤต พวกเขาน่าจะยิ่งไม่ควรปล่อยมือจากงานที่มั่นคงเลย</p>
<p>โดยในเดือนเมษายน มีรายงานว่า แรงงานกว่า 4 ล้านคนในสหรัฐฯ <strong>ลาออก</strong>จากงาน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2.7% ของ Work Force ในอเมริกา และตามมาด้วยในเดือนพฤษภาคมอีกประมาณ 3.6 ล้านคน (แหล่งข้อมูลจาก MAGNIFYMONEY SURVEY) ซึ่งในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ เหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>จากงานนั้น เป็นเพราะ</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.ติดใจการทำงานแบบ Work From Home</strong></span></p>
<p>วิกฤตโควิดทำให้ผู้คนเคยชินกับการทำงานแบบ Work From Home และ Work From Anywhere มากขึ้น ซึ่งเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น เพราะรูปแบบการทำงานดังกล่าวเปิดโอกาสให้สร้างสมดุลชีวิตได้ดีกว่า ทำงานได้อย่างมี Productivity  มากกว่า หลาย ๆ คน ที่มีลูกอ่อน มีคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแล จะรู้สึกว่า สามารถที่จะทำหน้าที่ส่วนตัวไปพร้อม ๆ กับการทำผลงานให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ดังนั้น เมื่อถูกบังคับให้ต้องกลับไปทำงานในรูปแบบปกติ ซึ่งมีรายงานว่า 1 ใน 3 ของ Work Force ในอเมริกา ถูกสั่งให้กลับไปทำงานประจำออฟฟิศตามเดิม จึงทำให้เกิดการตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong> หรือในขณะเดียวกันแม้จะเป็นในรูปแบบ Hybrid คือ ผสมสลับระหว่าง Work From Home กับ การทำงานแบบเดิมที่ออฟฟิศ ก็ยังไม่ตอบโจทย์ จึงนำไปสู่การตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>ในที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.ตระหนักได้ถึงความจริงใจที่แท้จริงของบริษัท</strong></span></p>
<p>วิกฤตการณ์โควิด ทำให้พนักงานทุกคนเรียนรู้ได้ว่าบริษัทมีความจริงใจกับพวกเขามากแค่ไหน มีความตั้งใจที่จะดูแลช่วยเหลือพวกเขามากน้อยเพียงใด โดยในช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรการ Work From Home ยังคงมีหลายบริษัท ที่บังคับให้พนักงานไปทำงานที่ออฟฟิศตามเดิม ซึ่งแม้จะมีเหตุผลที่น่าเห็นใจ แต่พนักงานจะรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้พยายามที่จะหาทางเลือกให้กับพวกเขา และรู้สึกว่าไม่ได้รับการดูแลช่วยเหลือ ไม่ได้รับความเห็นอกเห็นใจ จึงทำให้ตัดสินใจ<strong>ลาออก</strong>ในท้ายที่สุด</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.ผู้คนจำนวนมากเหน็ดเหนื่อยกับการทำงาน</strong></span></p>
<p>การต้องปรับตัวกับวิธีการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป เผชิญหน้ากับปัญหาวิกฤตการณ์โควิด ปัญหาในหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ส่งผลทำให้ผู้คนรู้สึก Burn Out เหนื่อย หดหู่ที่จะทำงาน ซึ่งบางทีก็ไม่คุ้มกับค่าจ้าง เพราะมีหลาย ๆ บริษัทต้องหักเงินเดือน หรือปรับลดผลตอบแทนพนักงานลง แลกกับการทำงานแบบ Work From Home</p>
<p>โดยผู้คนในสหรัฐฯ ให้ความเห็นตรงกันว่า “มันไม่คุ้มค่าจ้างพวกเขา” ชีวิตของพวกเขามีความหมายมากกว่านี้ ประกอบกับแนวทางการทำงานแบบอิสระ หรือ Freelance และ Gig Work Force กำลังค่อย ๆ ได้รับความนิยมแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มที่จะกลายมาเป็นเทรนด์ใหม่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตการทำงานของผู้คน จึงทำให้หลาย ๆ คนตัดสินใจที่จะ<strong>ลาออก</strong>จากการทำงานประจำแบบเดิม เพื่อมุ่งสู่วิถีชีวิตการทำงานแนวใหม่แห่งโลกอนาคต</p>
<p>3 เหตุผลสำคัญข้างต้น เป็นคำตอบที่ได้มาจากการสำรวจซึ่งไม่ใช่แค่เฉพาะกับคนอเมริกันเท่านั้น แต่ปรากฏการณ์<strong>ลาออก</strong>ครั้งใหญ่ “The Great Resignation” กำลังค่อย ๆ เกิดขึ้นกับประเทศอื่น ๆ ด้วย ที่ภาวะเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวขึ้น บริษัทไมโครซอฟต์ ที่ได้ทำแบบสำรวจแล้วพบว่า กว่า 41% ของผู้ตอบแบบสอบถาม คิดว่าจะ<strong>ลาออก</strong> ในขณะที่แบบสำรวจของทางฝั่งอังกฤษและไอร์แลนด์ ก็พบว่า 38% ของพนักงานผู้ตอบแบบสอบถาม วางแผนจะ<strong>ลาออก</strong>ในอีก 6 เดือน</p>
<p>ข้อมูลความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นสิ่งที่กำลังบอก HR ผู้บริหาร และเจ้าของกิจการทุกคนว่า เรากำลังต้องวางแผนปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานในอนาคต ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อดูแลรักษาพนักงานของเราเอาไว้ เพราะเมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น ก็มีโอกาสที่ปรากฏการณ์ครั้งใหญ่นี้จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้เช่นกัน และการเสนอผลประโยชน์ให้กับพนักงานเพื่อฉุดรั้งเขาเอาไว้นั้น ก็อาจไม่ใช่ทางแก้ไขที่ถูกต้องเสมอไป เพราะบริษัทเองก็อาจยังไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่พร้อมมากพอ และตัวพนักงานเองก็อาจมีปัญหาอื่นที่อยากให้แก้ไข</p>
<p>ทั้งนี้ การรับฟังความคิดเห็นของพนักงานจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้สามารถหาทางออก และปรับตัวแก้ไขได้อย่างเหมาะสมที่สุด เพราะลึก ๆ แล้ว พนักงานทุกคนไม่ได้อยาก<strong>ลาออก</strong> เพียงแต่อาจมีบางอย่างที่เป็นปัญหาในใจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการใส่ใจ รับฟัง ให้ Feedback และแก้ไขให้ตรงจุด</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/resign/">ปรากฏการณ์ลาออกครั้งใหญ่ ปัญหาโลกยุคใหม่ที่ทุกธุรกิจควรรู้เท่าทัน</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/resign/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>5 พฤติกรรมที่หัวหน้าไม่ควรทำกับลูกน้อง</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/boss14/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/boss14/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Aug 2021 08:26:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจองค์กร]]></category>
		<category><![CDATA[พนักงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกน้อง]]></category>
		<category><![CDATA[หัวหน้า]]></category>
		<category><![CDATA[องค์กร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=327</guid>

					<description><![CDATA[<p>หัวหน้า คืออาชีพของการบริหารคน ที่ต้องบริหารให้ทุกคนในทีมทำผลงานบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ก็จะทำได้ดี เป็นผู้นำที่ได้ทั้งใจคนและได้ผลของงานที่ดีด้วย แต่อย่างไรก็ตามยังคงมี หัวหน้าหลาย ๆ คน ที่เผลอน้อยใจว่า ทำไมลูกน้องของตนเองนั้นไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ขี้เกียจ ไม่มีพลัง ไม่เปิดใจ ถามคำตอบคำ จนทำให้ยอดขายตก คู่แข่งแซงหนีไปลิ่ว ฯลฯ ซึ่งสาเหตุอาจไม่ได้มาจากลูกน้องโดยตรง แต่เป็นผลมาจากตัว หัวหน้า เองที่อาจมีพฤติกรรมไม่ดีที่ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของลูกน้องได้ โดย 5 พฤติกรรมที่เราอาจเผลอทำบ่อย ๆ แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำกับลูกน้อง ได้แก่ 1.พูดจาแนะนำ สอนสั่ง โดยไม่ให้เกียรติ “โชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีงานให้ทำในช่วงวิกฤตแบบนี้”, “พี่ขอร้องเถอะนะ ไม่ต้องคิดที่จะทำอะไรเองเลย พี่เป็นหัวหน้า แค่ทำตามที่พี่สั่งก็พอ เข้าใจไหม โอเค้” ฯลฯ ลักษณะคำพูดทำนองนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เพราะลูกน้องของเราก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นเพื่อนร่วมงานของเรา ซึ่งการสอนผู้ใหญ่จะไม่เหมือนกับการสอนลูก สอนเด็ก คนทำงานทุกคนมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนไม่มากก็น้อย พวกเขาต้องการแรงจูงใจ ต้องการประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำตามที่เราแนะนำ  What’s in it for me? ลูกน้องทุกคนต้องการความเคารพ การให้เกียรติ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/boss14/">5 พฤติกรรมที่หัวหน้าไม่ควรทำกับลูกน้อง</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หัวหน้า </strong>คืออาชีพของการบริหารคน ที่ต้องบริหารให้ทุกคนในทีมทำผลงานบรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ ก็จะทำได้ดี เป็นผู้นำที่ได้ทั้งใจคนและได้ผลของงานที่ดีด้วย แต่อย่างไรก็ตามยังคงมี<strong> หัวหน้า</strong>หลาย ๆ คน ที่เผลอน้อยใจว่า ทำไมลูกน้องของตนเองนั้นไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ขี้เกียจ ไม่มีพลัง ไม่เปิดใจ ถามคำตอบคำ จนทำให้ยอดขายตก คู่แข่งแซงหนีไปลิ่ว ฯลฯ</p>
<p>ซึ่งสาเหตุอาจไม่ได้มาจากลูกน้องโดยตรง แต่เป็นผลมาจากตัว <strong>หัวหน้า</strong> เองที่อาจมีพฤติกรรมไม่ดีที่ทำลายประสิทธิภาพการทำงานของลูกน้องได้ โดย 5 พฤติกรรมที่เราอาจเผลอทำบ่อย ๆ แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำกับลูกน้อง ได้แก่</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>1.พูดจาแนะนำ สอนสั่ง โดยไม่ให้เกียรติ</strong></span></p>
<p>“โชคดีแค่ไหนแล้วที่ยังมีงานให้ทำในช่วงวิกฤตแบบนี้”, “พี่ขอร้องเถอะนะ ไม่ต้องคิดที่จะทำอะไรเองเลย พี่เป็น<strong>หัวหน้า </strong>แค่ทำตามที่พี่สั่งก็พอ เข้าใจไหม โอเค้” ฯลฯ ลักษณะคำพูดทำนองนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ เพราะลูกน้องของเราก็เป็นผู้ใหญ่ เป็นเพื่อนร่วมงานของเรา</p>
<p>ซึ่งการสอนผู้ใหญ่จะไม่เหมือนกับการสอนลูก สอนเด็ก คนทำงานทุกคนมีประสบการณ์การทำงานมาก่อนไม่มากก็น้อย พวกเขาต้องการแรงจูงใจ ต้องการประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำตามที่เราแนะนำ  What’s in it for me? ลูกน้องทุกคนต้องการความเคารพ การให้เกียรติ เช่นเดียวกันกับเรา ซึ่งไม่ใช่ไปยกมือไหว้ หรือยกยอปอปั้นเขา แต่เป็นการให้เกียรติในมุมมองการทำงานของเขา และประสบการณ์การทำงานของเขา</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>2.ตำหนิลูกน้องต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่น</strong></span></p>
<p>“ทำไมคุณถึงมีปัญหาอยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่เห็นมีปัญหาแบบนี้เลย”, “คุณอยากได้นู่นได้นี่ แต่ผลงานไม่เห็นเคยมีปรากฎเหมือนคนอื่นเลยนะ สักแต่พูดแต่คุณไม่เคยทำได้เลย” ฯลฯ ถ้อยคำตำหนิต่อว่าลูกน้องทำนองนี้ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานและลูกน้องคนอื่น ๆ รวมถึงการเปรียบเทียบว่า คนหนึ่งดีแต่อีกคนไม่ดี เป็นการทำให้คนเสียหน้า เสียใจ เสียความรู้สึก</p>
<p>ซึ่งเป็นสิ่งที่<strong>หัวหน้า</strong>ไม่ควรทำอย่างยิ่ง คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนคือควรเรียกลูกน้องเข้ามาพูดคุยเป็นการส่วนตัว แล้วพูดถึงพฤติกรรมที่เฉพาะเจาะจงของเขาไปเลยว่าทำอะไรผิดพลาด เราอยากให้เขาปรับปรุงแก้ไขอย่างไร เช่น คุณมาสาย 2 ครั้งสัปดาห์นี้ 8.30 น. และ 9.45 น. ในขณะที่ต้องเข้างาน 8.00 น. ตรง ผมขอให้มาทำงานให้ตรงเวลานะ แล้วเริ่มประชุมตอน 8.15 น. ตามที่เคยตกลงไว้ คุณเป็นคนสำคัญที่จะใส่ความคิดสร้างสรรค์ให้กับทีมงาน คุณทำได้ไหม คิดเห็นอย่างไร</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>3.ปิดกั้นความคิดเห็นและไอเดียของลูกน้อง</strong></span></p>
<p>หลายครั้ง<strong>หัวหน้า</strong>หลาย ๆ คนก็มักชอบพูดทำนองว่า “ไอ้ที่เสนอมามันก็ดีนะ แต่ว่าก็ลองกันมาหมดแล้ว มันไม่เวิร์ค อย่าเสียเวลาเลย” ฯลฯ ประโยคแบบนี้เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่<strong>หัวหน้า</strong>ต้องหยุดพูด  เพราะหน้าที่ของ<strong>หัวหน้า</strong>ที่ดีคือ ต้องพยายามสร้างสรรค์ให้ลูกน้องกล้าพูด กล้านำเสนอ “Encourage People to bring their brain to work.”</p>
<p>ต้องสนับสนุนให้ทุกคนใช้สมองในการทำงาน ไม่ใช่<strong>หัวหน้า</strong>เก็บเอาไว้คิดคนเดียว ทำทุกอย่างคนเดียว เอา Task List เอางานกลับไปทำที่บ้านคนเดียวจนเหนื่อยท้อ <strong>หัวหน้า</strong>ที่ดีจะต้องสนับสนุนให้ทุกคนทำงาน เพื่อให้เขาเติบโต เพราะเขาเองก็สามารถทำได้ดี และอยากทำให้ดีที่สุดในอาชีพของเขาด้วยเหมือนกัน</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>4.ทำให้ความผิดของพนักงานส่วนน้อย กระทบกับบรรยากาศการทำงานโดยภาพรวม</strong></span></p>
<p>เช่นในกรณีแค่เรื่องมาสายของลูกน้องคนเดียว แต่เราโกรธมาก เพราะรู้สึกว่าเขาไม่รับผิดชอบ เห็นแก่ตัว จึงออกคำสั่งกับลูกน้องทุกคนว่า “การมาสายเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต่อไปนี้ทุกคนต้องมาทำงานให้ตรงเวลา ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง” พร้อมกับส่งอีเมลกำชับให้ทราบโดยทั่วกัน การกระทำลักษณะนี้ของ<strong>หัวหน้า</strong> ถือเป็นการเอาความผิดเล็ก ๆ ของคน ๆ เดียวมาเหมารวมทุกคน ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เอาความผิดของคน 1 คนมาทำลายขวัญ กำลังใจ และบรรยากาศในการทำงานจนหมดสิ้น</p>
<p>ซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับลูกน้องทุกคนเป็นวงกว้าง เวลาที่เราต้องการจะปลุกใจคน ดึงพลังของคนขึ้นมา บรรยากาศถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เราบังคับให้ม้ากินน้ำไม่ได้ แต่เราจูงม้าไปที่แม่น้ำ และสร้างบรรยากาศให้ม้าอยากกินน้ำได้ ด้วยการทำให้เห็นม้าตัวอื่นกินน้ำ กินน้ำแล้วมีความสุข จนเกิดความอยากกินตามไปด้วย เพราะฉะนั้น หน้าที่ของ<strong>หัวหน้า</strong>จึงต้องพึงระวังคำพูด รวมถึงท่าทางและน้ำเสียงของตัวเอง เพื่อรักษาบรรยากาศที่ดีในการทำงานเอาไว้ให้ได้ รักษาขวัญและกำลังใจของลูกน้องเอาไว้ให้ได้</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>5.กล่าวคำชมเชยแบบไม่เฉพาะเจาะจง</strong></span></p>
<p>บางครั้ง<strong>หัวหน้า</strong>ก็อยากสวมบทบาทเป็นนางฟ้าที่คอยชื่นชมให้กำลังใจพนักงาน แต่คำชมของเราบางทีก็กว้างเกินไป ไม่เฉพาะเจาะจง จนบางครั้งลูกน้องรู้สึกว่า “<strong>หัวหน้า</strong>เสแสร้ง” เช่น Oh! Nice job everybody, today you did a good job. “วันนี้ทุกคนทำดีมาก โอ้ ประเสริฐ ยอดเยี่ยม” คำชมทำนองนี้มีลักษณะกว้างเกินไป ควรปรับให้มีความเฉพาะเจาะจงลงไปเลย เช่น วันนี้ตอนที่น้องแก้ปัญหาให้ลูกค้า น้องใช้เทคนิคการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ตรงประเด็น น้องใช้น้ำเสียงไพเราะ ยิ้มแย้มแจ่มใส พี่ขอบคุณมากนะคะ เป็นต้น</p>
<p>การกล่าวคำชมแบบเฉพาะเจาะจงพฤติกรรม จะทำให้เกิดการทำซ้ำแล้วซ้ำอีกในวิธีการทำงานที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลดีต่อประสิทธิภาพในการทำงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เวลาที่<strong>หัวหน้า</strong>สั่งงาน ก็ควรสั่งให้ชัดเจน เพราะบางทีเราก็โมโหเพราะความไม่ชัดเจนของเราเอง เช่น ส่งงานพี่พรุ่งนี้เช้านะทุกคน พรุ่งนี้เช้าต้องได้งานทันที แต่คำว่าพรุ่งนี้เช้าก็ไม่ชัดเจนว่าคือกี่โมง พอ 9 โมงเช้าไม่มีใครมาส่งงานที่โต๊ะเราก็หงุดหงิดโมโห ทั้งที่จริง ๆ แล้ว 10 โมง หรือ 11 โมง ก็ยังถือว่าเช้าได้อยู่ ดังนั้น ในการสั่งงานของ<strong>หัวหน้า</strong> จึงควรระบุให้ชัดเจนเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด เช่น ส่งงานพร้อมกันที่โต๊ะพรุ่งนี้เช้า ก่อน 8.00 น. เป็นต้น</p>
<p>ลูกน้องจะทำงานได้ดีแค่ไหน ดึงเอาศักยภาพของตัวเองออกมาสร้างผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด <strong>หัวหน้า</strong>ถือเป็นบุคคลที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยเป็นได้ทั้งคนที่คอยส่งเสริมและคอยบั่นทอนในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าดูแล แนะนำ และปฏิบัติต่อลูกน้องอย่างเหมาะสมหรือไม่ ดังนั้น ในทุก ๆ สถานการณ์ของการทำงาน <strong>หัวหน้า</strong>จึงมีหน้าที่เสริมสร้างพลังให้กับทีมลูกน้องทุกคน โดยต้องคอยหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่ดีที่จะส่งผลเสียบั่นทอนไฟและกำลังใจในการทำงานของลูกน้องให้ได้มากที่สุด</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/boss14/">5 พฤติกรรมที่หัวหน้าไม่ควรทำกับลูกน้อง</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/boss14/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Motivate ตัวเองอย่างไร ให้ Work From Home อย่างมีไฟไม่ขี้เกียจ</title>
		<link>https://panjitconsulting.com/workfromhome16/</link>
					<comments>https://panjitconsulting.com/workfromhome16/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Aumnuay]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 16 Aug 2021 08:19:43 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[Motivate]]></category>
		<category><![CDATA[Work From Home]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ขี้เกียจ]]></category>
		<category><![CDATA[แรงจูงใจ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://panjit.co/?p=336</guid>

					<description><![CDATA[<p>หากไร้แล้วซึ่งพลังใจ ไม่มีไฟในการทำงาน ก็เป็นเรื่องยากที่จะดึงเอาศักยภาพของตัวเองออกมาสร้างผลงานได้อย่างเข้าตาโดดเด่นจนประสบความสำเร็จ แต่ในสถานการณ์วิกฤตที่ต้องทำงานในห้องแคบ ๆ แบบ Work From Home จากบ้าน ก็มักพาให้หมดไฟ รู้สึกขี้เกียจ ไม่มีแรงอยากทำอะไรเลย ซึ่งใครก็ตามที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้น ควรรีบหันกลับมาจัดการตัวเอง ห้ามปล่อยความรู้สึกหมดแรงนี้ให้เรื้อรังต่อไปเด็ดขาด เพราะอาจทำลายประสิทธิภาพในการทำงานและความสุขในชีวิตของเราได้ เมื่อพูดถึงเรื่องของไฟในการทำงาน ความกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ในสมองของคนเราจะมีสารเคมีชนิดหนึ่งชื่อว่า “โดพามีน” (Dopamine) คอยอยู่เบื้องหลังพลังใจและความหลงใหลในการทำทุกสิ่งที่เป็นเป้าหมาย (Passion) เหมือนเวลาที่คนเรามีความรัก หรือเล่นเกมตู้หยอดเหรียญ ความรู้สึกตื่นเต้นทั้งหลายนั้น ก็เกิดขึ้นมาจากการที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนโดพามีนออกมาในปริมาณที่สูงกว่าปกตินั่นเอง การจะทำให้เรามีแรงจูงใจ มีไฟในการทำงาน ไม่รู้สึกขี้เกียจกับการทำงานแบบ Work From Home สิ่งสำคัญคือจะต้องเข้าใจเรื่อง “วงจรการสร้างแรงจูงใจของคน” เสียก่อน ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนง่าย ๆ เริ่มต้นจาก ลงมือทำ (Action) แล้วตามด้วย ให้รางวัล (Reward) แล้วจึงก่อเกิดเป็น แรงจูงใจ (Motivation) ในการสร้างวงจรแรงจูงใจไม่ว่าจะเรื่องใดก็แล้วแต่ เราจำเป็นต้องกำหนดรางวัลให้กับตัวเอง โดยต้องเลือกเป็นสิ่งที่เราชอบ เพราะรางวัลนี้จะส่งผลต่อการสร้างโดพามีนให้มีเกิดขึ้นในร่างกาย [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/workfromhome16/">Motivate ตัวเองอย่างไร ให้ Work From Home อย่างมีไฟไม่ขี้เกียจ</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>หากไร้แล้วซึ่งพลังใจ ไม่มีไฟในการทำงาน ก็เป็นเรื่องยากที่จะดึงเอาศักยภาพของตัวเองออกมาสร้างผลงานได้อย่างเข้าตาโดดเด่นจนประสบความสำเร็จ แต่ในสถานการณ์วิกฤตที่ต้องทำงานในห้องแคบ ๆ แบบ <strong>Work From Home</strong> จากบ้าน ก็มักพาให้หมดไฟ รู้สึกขี้เกียจ ไม่มีแรงอยากทำอะไรเลย</p>
<p>ซึ่งใครก็ตามที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ขึ้น ควรรีบหันกลับมาจัดการตัวเอง ห้ามปล่อยความรู้สึกหมดแรงนี้ให้เรื้อรังต่อไปเด็ดขาด เพราะอาจทำลายประสิทธิภาพในการทำงานและความสุขในชีวิตของเราได้</p>
<p>เมื่อพูดถึงเรื่องของไฟในการทำงาน ความกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า ในสมองของคนเราจะมีสารเคมีชนิดหนึ่งชื่อว่า “โดพามีน” (Dopamine) คอยอยู่เบื้องหลังพลังใจและความหลงใหลในการทำทุกสิ่งที่เป็นเป้าหมาย (Passion) เหมือนเวลาที่คนเรามีความรัก หรือเล่นเกมตู้หยอดเหรียญ ความรู้สึกตื่นเต้นทั้งหลายนั้น ก็เกิดขึ้นมาจากการที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนโดพามีนออกมาในปริมาณที่สูงกว่าปกตินั่นเอง</p>
<p>การจะทำให้เรามีแรงจูงใจ มีไฟในการทำงาน ไม่รู้สึกขี้เกียจกับการทำงานแบบ <strong>Work From Home</strong> สิ่งสำคัญคือจะต้องเข้าใจเรื่อง “วงจรการสร้างแรงจูงใจของคน” เสียก่อน ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนง่าย ๆ เริ่มต้นจาก ลงมือทำ (Action) แล้วตามด้วย ให้รางวัล (Reward) แล้วจึงก่อเกิดเป็น แรงจูงใจ (Motivation)</p>
<p>ในการสร้างวงจรแรงจูงใจไม่ว่าจะเรื่องใดก็แล้วแต่ เราจำเป็นต้องกำหนดรางวัลให้กับตัวเอง โดยต้องเลือกเป็นสิ่งที่เราชอบ เพราะรางวัลนี้จะส่งผลต่อการสร้างโดพามีนให้มีเกิดขึ้นในร่างกาย ทำให้เรามีความสุข ตื่นเต้น ไม่รู้สึกขี้เกียจ</p>
<p>ซึ่งเมื่อลงมือทำแล้วได้รับรางวัลที่กำหนดไว้ เราก็จะมีแรงจูงใจในการทำสิ่งนั้นต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ได้รับรางวัลที่ต้องการ เช่น กำหนดให้ตัวเองทำงานให้เสร็จ เขียนอีเมลให้เสร็จ 3 ชิ้น แล้วจะได้ดูซีรี่ย์ที่ชอบ เป็นต้น</p>
<p>ทั้งนี้ ในการทำงานแบบ <strong>Work From Home</strong> ควรหลีกเลี่ยงการทำงานบนเตียง เพราะเป็นสภาพแวดล้อมที่ยากจะกระตุ้นความรู้สึกอยากทำงาน โดยแม้ห้องของเราจะเล็ก มีแค่เตียงกับห้องน้ำ ก็ควรจัดเตรียมสถานที่สำหรับการทำงานไว้โดยเฉพาะ เพื่อสร้างพลังในการทำงานให้ได้มากขึ้น</p>
<p>คนเก่ง ๆ ที่ประสบความสำเร็จ จะมีไฟ จะพลังแรงจูงใจในการทำงานเสมอ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ต้อง <strong>Work From Home</strong> หรือสถานการณ์บั่นทอนกำลังใจใด ๆ ก็ตาม แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่เคยเบื่อ ไม่เคยขี้เกียจ</p>
<p>แต่เป็นเพราะเขากำหนดนิสัย สร้างกิจวัตรประจำวันเอาไว้ ด้วยการวงจรแรงจูงใจในการทำงาน โดยกฎทองของความสำเร็จ กฎทองของการสร้างแรงจูงใจที่สำคัญที่สุด ภายหลังจากที่เรากำหนดรางวัลให้ตัวเองแล้ว นั่นก็คือ “การลงมือทำ” เพราะทุกงาน ทุกเป้าหมายจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อเราได้เริ่มต้นลงมือทำ และทำอย่างต่อเนื่องเท่านั้น</p>
<p>The post <a href="https://panjitconsulting.com/workfromhome16/">Motivate ตัวเองอย่างไร ให้ Work From Home อย่างมีไฟไม่ขี้เกียจ</a> appeared first on <a href="https://panjitconsulting.com">Panjit Consulting</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://panjitconsulting.com/workfromhome16/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
